UN ยอมรับว่าอาชญากรรมต่อสัตว์ป่าเป็นภัยต่อการบังคับใช้กฏหมาย



Posted on 27 September 2012
Governments are gathering in New York this week to discuss global issues such as illegal wildlife trade.
© UN Photo / Rick BajornasEnlarge
นิวยอร์ก - การลักลอบล่าสัตว์และการลักลอบค้าชิ้นส่วนสัตว์ป่า ถูกหยิบยกขึ้นกล่าวถึงในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเป็นครั้งแรกเมื่อวันจันทร์ ระหว่างการหารือเกี่ยวกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการปกครองทั้งในระดับ ประเทศและระดับนานาประเทศ ผู้นำจากประเทศต่างๆ ได้มารวมตัวกันที่นครนิวยอร์ก ในการประชุมประจำปีขององค์กรระดับ โลกครั้งที่ 67 ที่มีการหยิบยกประหาลักลอบค้าสัตว์ป่าขึ้นเป็นประเด็น ร่วมกับปัญหาอื่นๆที่เป็นภัยคุกคามอย่างรุนแรงต่อการ บังคับใช้กฏหมาย เช่น การคอร์รัปชั่น และการค้ายาเสพย์ติด

ในแถลงการณ์อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ชาติสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง เช่น สหรัฐอเมริกา ได้เน้นย้ำถึง “อันตรายที่เกิดจากการลักลอบล่าและค้าสัตว์ป่า ที่มีต่อความพยายามอนุรักษ์, การบังคับใช้กฏหมาย, การปกครอง และการ พัฒนาเศรษฐกิจ” มีการประเมินว่า การลักลอบค้าข้ามชาติชิ้นส่วนสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ไม่ว่าจะเป็นนอแรด, งาช้าง และอวัยวะเสือ ที่ขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน มีมูลค่ารวมทั่วโลกราวปีละ 5 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ

“องค์กรอาชญากรรมในลักษณะนี้ สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มขึ้นทุกขณะ จากการลัก ลอบล่าสัตว์ และลักลอบจับปลา” อาลี บองโก ประธานาธิบดีประเทศกาบอง กล่าวระหว่างการประชุมระดับสูงว่าด้วยเรื่องการ บังคับใช้กฏหมาย “กาบองตั้งใจจะเพิ่มความเข้มแข็งในกระบวนการยุติธรรมในคดีอาชญากรรม เพื่อต่อสู้กับปรากฏการณ์เช่นนี้ แต่ความพยายามนี้จะต้องได้รับความร่วมมือด้านกฏหมายในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น”

ประเทศสมาชิกถาวรอย่างฝรั่งเศส ก็เน้นย้ำถึงความรุนแรงและผลกระทบในด้านลบของอาชญากรรมต่อสัตว์ป่าเช่นกัน “ยังมีกิจกรรมบางประการที่ไม่มีกฏหมายบัญญัติเพื่อคุ้มครอง” ปาสคาล กองฟาวน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการด้านการพัฒนา ของฝรั่งเศสกล่าว “ยังไม่มีการบัญญัติกฏหมายระหว่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น การปล้นทรัพยากรธรรมชาติ หรือการลักลอบค้าสัตว์ประจำถิ่น”

ประธานาธิบดีบองโก ใช้โอกาสนี้ในการตอกย้ำถึงคำมั่นของประเทศ ในการ “ต่อสู้กับการละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการค้า ระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพนธุ์ รวมทั้งอนุสัญญาอื่นๆเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและความหลากหลาย ทางชีวภาพ”

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีประเทศบองโกเป็นประธานในการเผาทำลายงาช้างที่ยึดได้ในประเทศ หลังผ่านการตรวจนับ โดย WWF และ TRAFFIC เพื่อเป็นการตอบโต้การลักลอบล่าช้างในอัฟริกาที่เพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเชื่อว่าขบวนการ อาชญากรรม ที่บางครั้งอาจมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มกบฏติดอาวุธ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลักลอบล่าสังหารช้างจำนวนมาก จากจำนวนช้างหลายหมื่นตัวที่ตายในอัฟริกาแต่ละปี ซึ่งงาช้างนั้นมีมูลค่าสูงมากในตลาดมืดของเอเชีย

“การลักลอบค้าสัตว์ป่าอาจส่งผลกระทบเลวร้ายต่อคนและสิ่งแวดล้อม แต่รัฐบาลในหลายประเทศกลับไม่เห็นว่าเป็นอาชญา กรรมขั้นร้ายแรง ดังนั้นมันจึงกลายเป็นการก่ออาชญากรรมที่มีความเสี่ยงน้อยแต่ได้กำไรงามอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งถือเป็นส่วนผสมที่ อันตรายอย่างยิ่ง” เวนดี้ เอลเลียต ผู้จัดการโครงการอนุรักษ์สายพันธุ์ทั่วโลก ของ WWF กล่าว “รัฐบาลหลายประเทศจึงได้เดินหน้าครั้งสำคัญ ด้วยการนำเสนอประเด็นนี้ในการประชุมที่สำคัญ ว่าด้วยเรื่องการบังคับใช้กฏหมาย ดังนั้เราจึงขอเรียกร้องให้ทุกประเทศ เพิ่มการบังคับใช้กฏหมายเพื่อจัดการกับอาชญกรรมต่อสัตว์ป่าด้วยบรรทัดฐานเดียวกัน

โรแลนด์ เมลิช ผู้อำนวยการโครงการ TRAFFIC อัฟริกาและยุโรปกล่าวว่า “ธรรมาภิบาลมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการป้องกัน อาชญากรรม เช่น การลักลอบค้าสัตว์ป่านานาประเทศจะต้องรับผิดชอบต่อคำมั่นภายใต้สนธิสัญญาสหประชาชาติที่เกี่ยวข้อง”

WWF และองค์กรพันธมิตร TRAFFIC ที่เป็นเครือข่ายเฝ้าระวังการค้าสัตว์ป่า จับมือกันรณรงค์เพื่อยกระดับการปกป้อง สัตว์ที่เสี่ยงจะสูญพันธุ์ เช่น แรด, เสือ และช้าง ซึ่งการจะรักษาสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์เหล่านี้ไว้ได้ ประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิด, เป็น ทางผ่าน และประเทศที่ต้องการสัตว์เหล่านี้ จะต้องปรับปรุงการบังคับใช้กฏหมาย, การตรวจศุลกากร และระบบยุติธรรม WWF และ TRAFFIC ยังขอเรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศที่เป็นผู้บริโภค ใช้มาตรการเพื่อลดความต้องการบริโภคลง เพื่อควบคุมการ ใช้ชิ้นส่วนสัตว์ใกล้สูญพันธุ์เหล่านี้
Governments are gathering in New York this week to discuss global issues such as illegal wildlife trade.
© UN Photo / Rick Bajornas Enlarge
Gabon President Ali Bongo addresses the UN General Assembly.
© UN Photo / Lou Rouse Enlarge
Ivory stockpile goes up in flames in bold move by Gabon government.
© WWF-Canon / James Morgan Enlarge