WWF ในประเทศไทย

“จากประสบการณ์การทำงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในหลายประเทศทั่วโลก เราพบความจริงอย่างหนึ่งว่า บนเส้นทางแห่งการพัฒนานั้นจะลงทิ้งสภาพแวดล้อมและธรรมชาติไปไม่ได้เลย และ WWF ก็กำลังนำข่าวสารที่ว่านี้เข้ามาสู่เมืองไทย”
WWF เข้ามาดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทยได้นั้น เกิดขึ้นจากพระราชปฏิสันถารของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ส่งมี ต่อเจ้าหญิงจูเลียน่า อดีตพระราชินีนาถแห่งเนเธอร์แลนด์ พร้อมด้วยเจ้าชายเบิร์นฮาร์ด (องค์ประธานก่อตั้งของ WWF)

ครั้งเมื่อเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะ และเข้าเฝ้าทูลละอองธุลี ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในปี พ.ศ. 2526 ทั้งสองพระราชวงศ์ทรงแสดงความเป็นห่วงเป็นใยและมีพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะทรงอุปถัมภ์งานด้านการอนุรักษ์

จากพระราชปฏิสันถารข้างต้น WWF จึงประสานงานกับกับรัฐบาลไทย และนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ผู้ก่อตั้งนิยมไพรสมาคมจัดงาน “Save Our Wildlife” ที่กรุงเทพมหานคร เพื่อระดมทุนช่วยเหลืองานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าในประเทศไทย โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และเจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินเบอระ (องค์ประธาน WWF International) ทรงเป็นประธานในงานครั้งนั้นด้วย

เงินทุนที่ได้ใช้ในการก่อตั้งมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงมีพระมหากรุณาธิคุณรับเป็นองค์อุปถัมภ์
 
จากนั้น WWF ได้เริ่มเข้าให้การสนับสนุนงานอนุรักษ์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงแรกให้การสนับสนุนทุนแก่ กรมป่าไม้ ในโครงการอนุรักษ์เสือโคร่งที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ปี พ.ศ. 2523 WWF มอบเรือเพื่อการสำรวจสถานภาพเต่าทะเลและเฝ้าระวังผู้รุกล้ำรังของเต่าทะเลในบริเวณอุทยานแห่งชาติตะรุเตา

จากนั้นได้มีการสนับสนุนเงินทุนให้กับ มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปดำเนินโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอีกหลายโครงการ

เรื่อยมาจนกระทั้ง ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2538 WWF จึงได้ก่อตั้งสำนักงานดำเนินการขึ้นในประเทศไทย มีฐานะเป็น (WWF Thailand Project Office) และได้ริเริ่มโครงการต่างๆ ที่เกื้อกูลการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติขึ้นอีกหลายโครงการ และในเดือน กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2542 WWF ประเทศไทย ได้ถูกยกระดับเป็น WWF Thailand Programme Office

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2548 WWF ประเทศไทยจึงได้รวมตัวเข้ากับ WWF อินโดจีน (กัมพูชา ลาว และเวียดนาม) ภายใต้ชื่อ WWF Greater Mekong Programme
 / ©: WWF Thailand
งานด้านอนุรักษ์ด้านต่างๆ ของ WWF ประเทศไทย
© WWF Thailand
ด้วยจุดมุ่งหมายในการขยายขอบเขตความร่วมมือและการทำงานด้านอนุรักษ์ให้กว้างไกลครอบคลุมสู่ระดับภูมิภาค ซึ่งจะให้ความสำคัญต่อ 4 เขต นิเวศภูมิภาคที่ระบุไว้ใน WWF Global 200

อันประกอบด้วย เขตนิเวศภูมิภาคเทือกเขาตะนาวศรี- ถนนธงชัย
, ป่าดิบแล้งในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง , ลุ่มน้ำโขง และทะเลอันดามัน ครอบคลุมประเด็นการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ที่อยู่สถานภาพเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (Critical species) อนุรักษ์ระบบนิเวศที่สำคัญและมีความเปาะบาง (Critical places) การลดผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ส่งผลต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Ecological Footprint)

ทั้งนี้ WWF ประเทศไทย ยังให้ความสำคัญกับ กระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา และ การอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพ ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานอันมั่นคงสำหรับการทำงานด้านอนุรักษ์อย่างมีประสิทธิผลด้วย