1 School 1 Community 1 Saltlick 1 โรงเรียน 1 ชุมชน 1 โป่ง ความปรองดองในการอนุรักษ์สัตว์ป่า | WWF

1 School 1 Community 1 Saltlick 1 โรงเรียน 1 ชุมชน 1 โป่ง ความปรองดองในการอนุรักษ์สัตว์ป่า

Posted on 15 September 2010
เด็กๆ ครูและผู้ปกครองช่วยกันทำโป่งเทียม
© Naret Po

กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมฟื้นฟูแหล่งอาหารให้สัตว์ป่าเพื่อการอนุรักษ์เสือโคร่งอุทยานแห่งชาติกุยบุรี  1 โรงเรียน 1 ชุมชน 1 โป่ง ภายใต้โครงการวิจัยเพื่อการอนุรักษ์เสือโคร่งในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ดำเนินการโดย องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานประเทศไทย (WWF Thailand) ร่วมกับอุทยานแห่งชาติกุยบุรี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

โครงการนี้มีเป้าหมายที่สำคัญคือ เพิ่มประชากรเสือโคร่งให้เพิ่มขึ้นสองเท่า โดยผ่านกระบวนการทำงานใน 3 แนวทางคือ 1.การศึกษาวิจัยเสือโคร่งและเหยื่อ   2.การเผยแพร่สร้างจิตสำนึก และกระบวนการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์  3. การติดตามและประเมินผลที่ชัดเจน   ดร.โรเบิร์ต สไตเม็ทซ หัวหน้าโครงการฯ กล่าว

ปัจจุบันเสือโคร่งทั่วโลกมีการกระจายตัวเพียงร้อยละ 7 จากพื้นที่ที่เคยอาศัยอยู่มาก่อนในอดีตวิกฤติการณ์ดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของพื้นที่ป่าที่เคยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของเสือโคร่ง การล่าเสือโคร่งเพื่อค้าอวัยวะ และการลดลงของสัตว์ที่เป็นเหยื่อ  เทือกเขาตะนาวศรีซึ่งตั้งอยู่บริเวณภาคตะวันตกของประเทศไทย ตามแนวชายแดนไทย-พม่า ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความสําคัญที่สุดสําหรับการอนุรักษ์เสือโคร่งเนื่องจากการมีผืนป่าขนาดใหญ่ที่ต่อเนื่องกันที่เป็นแหล่งประชากรขนาดใหญ่ของทั้งเสือโคร่งและสัตว์ที่เป็นเหยื่อ โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ซึ่งในประเทศไทยมีเสือโคร่ง จำนวนประมาณ 200 ตัว ทั่วประเทศไทย โดยส่วนใหญ่เสือโคร่งจะยังเหลืออยู่ในบริเวณผืนป่าแก่งกระจาน และ ผืนป่ากุยบุรี ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของเทือกเขาตะนาวศรี

กระบวนการวิจัยของโครงการ ได้ใช้เทคโนโลยี กล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ ติดตั้งรอบผืนป่าซึ่งจะทำให้สามารถถ่ายภาพเสือโคร่งและสัตว์ป่าอื่นๆ ได้ และนำภาพเสือโคร่งมาจำแนกโดยใช้ลายข้างลำตัวเสือโคร่งซึ่งมีความแตกต่างกันเช่นเดียวกับลายนิ้วมือของคน ประกอบกับการสำรวจรอยเท้า กองมูล ทำให้พบว่า เสือโคร่งในอุทยานแห่งชาติกุยบุรีมีเหลืออยู่ประมาณ 10 ตัว  และมีประชากรเหยื่อเช่น เก้ง กวาง หมูป่าและกระทิงเหลืออยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ  เสือโคร่งในอุทยานแห่งชาติกุยบุรีจึงจัดได้ว่ายากจนมาก จากการขาดแคลนอาหารที่สมบูรณ์  อันเนื่องมาจากการล่าสัตว์ที่เป็นเหยื่อของเสือโคร่ง เช่น เก้ง กวาง หรือเหยื่อของเสือดาวเช่น ค่าง ทำให้เสือดาวต้องมาแย่งอาหารของเสือโคร่ง การที่มีอาหารไม่เพียงพอ ทำให้เสือโคร่งมีสุขภาพไม่แข็งแรงพอที่จะเลี้ยงลูกหรือดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป ซึ่งจะเป็นปัญหาที่ทำให้เสือโคร่งสามารถสูญพันธุ์ไปจากพื้นที่นี้ได้ภายในเวลาไม่กี่ปี แม้ว่าจะไม่มีใครเข้าไปยิงเสือโคร่งเลยก็ตาม

อีกยุทธศาสตร์หนึ่งของโครงการจึงเน้นที่กระบวนการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์เสือโคร่งและเหยื่อจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะชุมชน และโรงเรียนที่อยู่รอบพื้นที่อุทยาน โดยกิจกรรมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในโรงเรียนด้วยกิจกรรมหลากหลายที่เน้นให้นักเรียนเกิดความตระหนัก ความรู้ และมีทัศนคติที่ดี และร่วมวางแผนในการอนุรักษ์เสือโคร่ง มีการริเริ่มพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นโดยร่วมกับเครือข่ายครูเพื่อการอนุรักษ์เสือโคร่งกุยบุรี ในโรงเรียนรอบผืนป่า รวมทั้งการเข้าไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในชุมชน การเดินพาเหรดรณรงค์เพื่อการลดเลิกการล่าสัตว์ป่า  และการเข้าประชาสัมพันธ์ในภาพกว้างในแหล่งสำคัญของชุมชนในยุคนี้ เช่น ประชาสัมพันธ์ในตลาดนัดเปิดท้ายในหมู่บ้าน การสำรวจสถานการณ์การล่าสัตว์ป่า เป็นต้น  แผนอนุรักษ์ของนักเรียน

ภัยคุกคามของเสือโคร่งและเหยื่อ ไม่ได้มาจากชุมชนที่อยู่รอบผืนป่าเท่านั้น แต่ยังมาจากภายนอกชุมชน ไม่ว่าจะเป็นพรานจากต่างจังหวัด หรือกลุ่มที่นิยมการล่าสัตว์ต่างๆ ดังนั้นการให้ความรู้ แนวคิด อันจะนำไปสู่กระบวนการสร้างความร่วมมือ ที่เกิดมาจากแนวคิดของชุมชนเองในการลงมือกระทำเพื่อสัตว์ป่า นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยในชุมชนได้มีแนวทางในการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่เริ่มต้นง่ายๆ เช่น การคิดก่อนกินเนื้อสัตว์ป่า เผยแพร่ความรู้แก่คนอื่นต่อไป หรือป้องกันไม่ให้คนจากภายนอกเข้ามาล่าสัตว์ป่า ก็แสดงออกถึงการที่ชาวบ้านมีความรู้สึกเป็นเจ้าของทรัพยากรสัตว์ป่า ต้องการจะฟื้นฟู และปกป้องทรัพยากรสัตว์ป่าไว้ให้ลูกหลาน   ถึงแม้ชาวบ้านจะมีความคิดว่าถ้าเสือโคร่งเพิ่มขึ้นก็จะมากินวัวของชาวบ้านก็ตาม แต่ชาวบ้านก็ยังเห็นด้วยในการที่จะฟื้นฟูสัตว์ป่า รวมทั้งแนวคิดในการเพิ่มจำนวนเสือโคร่งให้มากขึ้น

สำหรับการเพิ่มจำนวนเสือโคร่ง จะขึ้นอยู่กับความชุกชุมของสัตว์ที่เป็นเหยื่อ โดยเฉพาะ เก้ง กวาง หมูป่า วัวแดง และกระทิง ถึงแม้ว่าเสือโคร่งจะมีจํานวนน้อยมาก แต่เมื่อมีความอุดมสมบูรณ์ของเหยื่อเสือโคร่งสามารถเพิ่มจํานวนได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นสถานภาพของสัตว์ที่เป็นเหยื่อจึงเป็นสิ่งที่สําคัญมากในการดํารงอยู่และการฟื้นฟูประชากรของเสือโคร่ง  โดยโครงการได้กำหนดพื้นที่ฟื้นฟูสัตว์ป่าขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ที่ได้รับการดำเนินการเป็นพิเศษเพื่อปกป้องเสือโคร่งและเหยื่อของเสือโคร่ง การสร้างพฤติกรรมในการลด ละ เลิกการล่าสัตว์ที่เป็นเหยื่อของเสือโคร่งจึงเป็นจุดที่สำคัญที่จะช่วยให้เสือโคร่งสามารถฟื้นฟูและไม่สูญพันธุ์

การสร้างแหล่งอาหารเพิ่มเติมให้สัตว์ป่าโดยเฉพาะสัตว์กีบ   จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยในการฟื้นฟูประชากรเหยื่อของเสือโคร่งในเขตฟื้นฟูสัตว์ป่าตามโครงการฯ ซึ่งมีลักษณะทางธรรมชาติป่าดิบแล้งที่มีความลาดชันสูง จึงมีโป่งธรรมชาติไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องมีการสร้างแหล่งอาหารเพิ่มเติมเช่นโป่งเทียม อันจะส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของประชากรเสือโคร่ง และยังเป็นการดำเนินงานกิจกรรมต่อเนื่องจากการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในชุมชนและโรงเรียน โดยในครั้งนี้ ได้มีโรงเรียนเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 6 โรงเรียน จาก 5 หมู่บ้าน ประกอบไปด้วย โรงเรียนบ้านรวมไทย โรงเรียนบ้านหาดขาม โรงเรียนบ้านหนองกระทิง โรงเรียนบ้านยางชุม โรงเรียนยางชุมวิทยา และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านย่านซื่อ โดยมีเด็กนักเรียน รวมทั้งคณะผู้บริหาร ครูอาจารย์ รวมถึงผู้ปกครองในชุมชน รวมกว่า 120 คน  เข้าร่วมกิจกรรม

จากเสียงหัวเราะสนุกสนานของเด็กๆ ในวันนี้ ที่พวกเขาได้มาเรียนรู้ธรรมชาติ เพื่อเกิดความรักในธรรมชาติ และลงมือกระทำเพื่อธรรมชาติ ร่วมกับคุณครู และผู้ปกครอง คงจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเริ่มต้นในการเรียนรู้และลงมือกระทำจริงในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์ป่า อันจะสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ที่ดี และยั่งยืน ส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ป่าในอุทยานแห่งชาติกุยบุรีต่อไป
 
 

เด็กๆ ครูและผู้ปกครองช่วยกันทำโป่งเทียม
© Naret Po Enlarge
ภาพเสือโคร่งในอช.กุยบุรี จากกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ
© Robert S. Enlarge
การรณรงค์เผยแพร่ในโรงเรียน
© Naret Po Enlarge
ขบวนรณรงค์อนุรักษ์เสือโคร่งในหมู่บ้าน
© Naret Po Enlarge
คณะทำโป่งเทียมถ่ายภาพร่วมกัน
© Naret Po Enlarge

Subscribe to our mailing list

* indicates required