Green Hands Special 6 ตอน บริดจสโตนร้อยรักสามัคคี....บนวิถีพอเพียง 2(Harmony Way and Sufficiency Life 2) | WWF
Green Hands Special 6 ตอน บริดจสโตนร้อยรักสามัคคี....บนวิถีพอเพียง 2(Harmony Way and Sufficiency Life 2)

Posted on 25 November 2009

เช้า 25 พฤศจิกายน 2552 อันแจ่มใสกับบรรยากาศเย็นสบายด้วยสายลมหนาว ต้อนรับการมาเยือนบรรดาผู้คนที่สนใจวิถีไทยแท้ ในงาน Green Hands Special 6 ตอน บริดจสโตนร้อยรักสามัคคี...บนวิถีพอเพียง ครั้งที่ 2 หรือ Harmony Way and Sufficiency Life จัดโดย บริษัทไทยบริดจสโตน จำกัด และ WWF ประเทศไทย เพื่อเทอดพระเกียรติ   เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงมีพระชนมายุครบ 82 พรรษา เพื่อเป็นการสืบสานและดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ผู้บริหารและพนักงานบริษัทไทยบริดจสโตน กว่า 50 ชีวิต ครูและน้องนักเรียน รร.หนองแค “สรกิจพิทยาจารย์”จ.สระบุรี 30 คน กลุ่มชาวบ้านที่อาศัยรอบพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ อีกกว่า 20 ชีวิต และเจ้าหน้าที่จาก WWF ประเทศไทย ได้ร่วมกันเรียนรู้เรื่องข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทยตั้งแต่บรรพบุรุษ และเป็นพืชพรรณที่ในหลวงทรงให้ความสำคัญ ดังกระแสพระราชดำรัสที่ว่า ข้าวต้องปลูกเพราะอีก20 ปีประชากรอาจจะ80 ล้านคน ข้าวจะไม่พอ เราต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศ เรื่องอะไร ประชากรคนไทยไม่ยอม คนไทยต้องมีข้าว แม้ข้าวที่ปลูกในเมืองไทย จะสู้ข้าวที่ปลูกในต่างประเทศไม่ได้ เราก็ต้องปลูก...
อัลบัมภาพ
เช้า 25 พฤศจิกายน 2552 อันแจ่มใสกับบรรยากาศเย็นสบายด้วยสายลมหนาว ต้อนรับการมาเยือนบรรดาผู้คนที่สนใจวิถีไทยแท้ ในงาน Green Hands Special 6 ตอน บริดจสโตนร้อยรักสามัคคี...บนวิถีพอเพียง ครั้งที่ 2 หรือ Harmony Way and Sufficiency Life จัดโดย บริษัทไทยบริดจสโตน จำกัด และ WWF ประเทศไทย เพื่อเทอดพระเกียรติ   เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงมีพระชนมายุครบ 82 พรรษา เพื่อเป็นการสืบสานและดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ผู้บริหารและพนักงานบริษัทไทยบริดจสโตน กว่า 50 ชีวิต ครูและน้องนักเรียน รร.หนองแค “สรกิจพิทยาจารย์”จ.สระบุรี 30 คน กลุ่มชาวบ้านที่อาศัยรอบพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ อีกกว่า 20 ชีวิต และเจ้าหน้าที่จาก WWF ประเทศไทย ได้ร่วมกันเรียนรู้เรื่องข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทยตั้งแต่บรรพบุรุษ และเป็นพืชพรรณที่ในหลวงทรงให้ความสำคัญ ดังกระแสพระราชดำรัสที่ว่า ข้าวต้องปลูกเพราะอีก20 ปีประชากรอาจจะ80 ล้านคน ข้าวจะไม่พอ เราต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศ เรื่องอะไร ประชากรคนไทยไม่ยอม คนไทยต้องมีข้าว แม้ข้าวที่ปลูกในเมืองไทย จะสู้ข้าวที่ปลูกในต่างประเทศไม่ได้ เราก็ต้องปลูก...
 
 
 การปลูกข้าวในวันนี้ พวกเราได้ครูสอนฝีมือดีจากศูนย์วิจัยข้าวคลองหลวง นั่นคือ ป้าเมะกับป้าเยาว์ที่ทำให้เรารู้ว่าการปลูกข้าวที่ได้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วยเป็นอย่างไร หลายคนคงสงสัย ไม่ยากเลยหากเราปลูกข้าวให้ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าที่สุด การจัดระเบียบต้นข้าวให้เข้าแถวตรงไม่ว่ามองมุมไหนก็ตรงไปหมด ยิ่งกว่าการใช้เครื่องดำนาเสียอีก ฝีมือคนนี่แหละทำได้  พวกเราคงเคยตีตารางในสมุดด้วยไม้บรรทัด ปลูกข้าวเราก็ตีตารางเช่นกัน ด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า หลักหมุด เสาไม้สองอันที่ผูกลวดเชื่อมไว้ ทำหน้าที่ไม้บรรทัด มีสเกลเป็นตุ้มของดินเหนียว ห่างกันประมาณ 1 ฟุต ปักเป็นแนวตั้งและแนวนอนริมคันนา โดยคู่แนวนอนจะปักแบบตายตัว ส่วนอีกคู่จะมีอาสาสมัครชาวบ้านรูปร่างปราดเปรียวทำการเลื่อนหลักหมุดให้ได้ตามระยะห่างสเกลของหลักหมุดแนวนอน แน่นอนว่าหลักต้องหนักมาก และต้องเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา ผู้ชายเท่านั้นที่ต้องรับหน้าที่นี้ เมื่อมีไม้บรรทัดแล้ว ก็ต้องมีคนดำนาที่เรียงแถวหน้ากระดาน ปักกล้าถอยหลังไปเรื่อยๆ ตามจังหวะของคนเดินหมุดนั่นเอง ใครที่ชักช้า เป็นได้โดนเส้นลวดเกี่ยวหน้าแน่ๆ
 
ส่วนการปักกล้าไม่ให้กล้าลอยนั้น ป้าทั้งสองสอนให้ปักกล้าด้วยการหยิบกล้ามา 2-3 ต้น จัดระเบียบให้โคนต้นเท่ากัน ใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้จับตรงกลางของส่วนรากแล้วจิ้มลงดิน จากนั้นใช้อีก 3 นิ้วที่เหลือกอบดินปิดรู เป็นอันเรียบร้อย เท่านี้ข้าวก็ตั้งตรงและไม่ลอยเท้งเต้งแน่ๆ ป้ารับรอง จบงานนี้ป้าเมะบอกกับพวกเราว่า “หากไม่มีงานทำมาสมัครดำนากับป้าก็ได้ ป้ารับหมดทุกคนเลย เพราะฝีมือเข้าขั้นมืออาชีพกันทั้งนั้น” ป้าเมะพูดพร้อมกับรอยยิ้มที่เปื้อนหน้า สร้างเสียงหัวเราะให้กับทุกคน
 
งานนี้เด็กกับผู้ใหญ่ แบ่งกันดำคนละครึ่งของแปลงนา แต่ด้วยวัยละอ่อนกว่า เด็กนักเรียนชนะอย่างขาดลอย และที่ลืมไม่ได้เลยนั่นคือ คณะลำตัดจากโรงเรียนชุมชนวัดหน้าไม้ ที่มาวาดลวดลายการรำและลับฝีปาก สร้างสีสันให้กับงาน ถูกใจบรรดาพี่ป้าน้าอา ทุกคน
 
นอกเหนือจากการดำนาแล้ว ทุกคนยังได้เรียนรู้วิธีการสีข้าว การตำข้าว ซึ่งเป็นข้าวเปลือกที่ได้จากการจัดกิจกรรม บริดจสโตนร้อยรักสามัคคีบนวิถีพอเพียง ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และทดลองหุงกินกันในมื้อเที่ยงด้วย ทำให้รู้ว่าข้าวสารที่สีเอง และไม่ผ่านการฟอกสีนั้น  มันอร่อยและอิ่มจริงๆ โดยเฉพาะอิ่มอกอิ่มใจกับสิ่งที่เราทำด้วยมือของตัวเอง ใครกินไม่จุใจก็ห่อข้าวสารกลับไปหุงต่อกันที่บ้านได้ ไม่เว้นแม้แต่ผู้บริหารทั้งไทยบริดจสโตน และ WWF ได้กลับกันไปคนละกระสอบย่อมๆ
  
นอกจากการดำนาแล้ว ยังมีการจัดสวนไม้ดอกไม้ประดับ   และปลูกไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูง 5 เมตร กว่า 20 ต้น เพื่อสร้างแหล่งเรียนรู้ให้กับเยาวชนในเรื่องของพรรรณไม้และระบบนิเวศ  
 
  
ในช่วงท้ายของงาน เวลาบ่ายคล้อยหลักจากที่เหน็ดเหนื่อยกับการดำนาแล้ว ก็มีการแสดงดนตรีสด จากวง บริดจสโตนแบนด์ วงน้องใหม่ที่ร้องได้ดีราวกับมืออาชีพ สร้างบรรยากาศของการผ่อนคลาย เคล้าคลอด้วยสายลมหนาว ที่พัดพาให้ต้นไม้ใบหญ้าไหวเอน ไปตามๆกัน   บวกกับรอยยิ้มแห่งความอิ่มเอมใจของทุกคน ที่ได้ร่วมกันสานต่อวิถีพอเพียง   วิถีไทย วิถีที่พ่อหลวงให้เราทุกคน เปรียบเสมือนของขวัญอันยิ่งใหญ่   และพรทรงคุณค่าที่ใครๆ พร้อมน้อมรับและปฏิบัติตาม เพื่อชีวิตที่มีความสุขและยั่งยืนต่อไป
ฝีมือการดำนาของผู้ใหญ่
ฝีมือการดำนาของผู้ใหญ่
© © WWF/Surin WARACHUN
กิจกรรมดำนา ณ แปลงนาศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตร
กิจกรรมดำนา ณ แปลงนาศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตร
© © WWF/Surin WARACHUN
กิจกรรมสีขาว
กิจกรรมสีขาว
© © WWF/Surin WARACHUN