ช้างป่า และชาวไร่ บทเรียนจากการจัดการบนสถานการณ์ใหม่ | WWF

ช้างป่า และชาวไร่ บทเรียนจากการจัดการบนสถานการณ์ใหม่

Posted on 12 September 2007    
Picture from cameratrap by Conservation Biology Unit, WWF Thailand
© WWF / Conservation Biology Unit
เรื่อง : สุพล จิตรวิจักษณ์

ปัญหาความขัดแย้ง “ คน ” กับ “ ช้างป่า ” ที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ที่มีมากว่า 10 ปี
เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อทุกฝ่าย “ จับมือ ” และ “ หันหน้า ” มาจัดการปัญหาร่วมกันบนพื้นฐานของข้อมูลวิชาการและองค์ความรู้ท้องถิ่น

วันนี้ กับ ราคารับซื้อสับปะรดหน้าโรงงานย่านประจวบคีรีขันธ์ สูงถึง กิโลกรัมละ 6 บาทกว่า พร้อมๆ กับข่าวคราวขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าที่กุยบุรีเหมือนจะบรรเทาและจบลงอย่างแฮบปี้เอนดิ้ง แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น ช้างป่าก็ยังคงแวะเวียนออกมานอกป่าเช่นเดิม แต่ไม่มีเสียงกร่นด่าจากชาวไร่ ความเงียบบนความขัดแย้งที่ชายป่าแห่งนี้ คือ คำถามที่ชวนให้หาคำตอบ

ราคาสับปะรดวันนี้ เป็นราคาที่สูงมาก และสูงกว่าเมื่อ 10 ที่ผ่านมา ที่เคยสูงเพียงแค่ 5 บาทกว่า เวลานั้น ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เกิดขึ้นอย่างรุนแรงจนถึงมีการวางยาพิษฆ่าช้างป่า ที่ออกมาหากินและเหยียบย่ำไร่นอกเขตอุทยานฯ เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นข่าวครึกโครม และเป็นที่มาสำคัญของการริเริ่มการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

วันนี้ คำตอบของความเงียบที่ชายป่ากุยบุรี ที่พอจะสรุปได้ ก็คือ ตั้งแต่ปี 2548 ที่ผ่านมา การจัดการที่นี่ ไม่ได้จัดการความขัดแย้งระหว่าง “ คน ” กับ “ สัตว์ป่า ” แต่เราจัดการ “ คน ” กับ “ คน ”

นี่คือบทเรียนหนึ่งที่ได้รับจากการดำเนินโครงการ ส่งเสริมศักยภาพในการจัดการประชากรช้างป่าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างอุทยานแห่งชาติกุยบุรี
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และฝ่ายจัดการทรัพยากรป่าไม้ WWF ประเทศไทย โดยได้การสนับสนุนงบประมาณจาก U.S. Fish and Wildlife Service และ WWF US

ภายใต้ความร่วมมือที่เกิดขึ้น ได้ร่วมกันคิดทบทวนบทเรียนเดิมๆ ที่เคยได้ทำมา ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2542 ที่ได้พยายามผลักดันช้างป่าให้กลับเข้าป่า และการฟื้นฟูสภาพป่า พืชอาหารช้างตามโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าสงวนแห่งชาติกุยบุรี
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อการวางแผนการดำเนินใหม่ ให้สอดคล้องกับปัจจุบันและความเป็นจริง ภายใต้การดำเนินงานเชิงรุกที่เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมในการรับรู้ เพื่อเข้าใจต่อสถานการณ์ ร่วมคิดวิเคราะห์ และร่วมมือเพื่อบรรเทาปัญหาในระยะสั้น และวางแผนเพื่อการจัดการในระยะยาว

การจัดการ “ คน ” กับ “ คน ” ที่ว่า ลุงแอ็ด สิงห์ สืบสุทธา ชาวไร่สับปะรด ที่เข้ามาเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติกุยบุรี สะท้อนภาพของการจัดการที่เกิดขึ้นว่า

“ การแก้ปัญหาช้างป่าต้องมีความร่วมมือจากหลายฝ่ายอย่างจริงจัง อย่างที่เป็นตอนนี้แต่ก่อนชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่อุทยานไม่ค่อยคุยกัน หน่วยงานรัฐก็ไม่คุยกัน ชาวบ้านเบื่อเมื่อพูดถึงการแก้ปัญหา ก็เลยต่างคนต่างแก้ปัญหากันเอง ตอนนี้ชาวบ้านก็ได้คุยกับอุทยานมากขึ้น
จับเจ้าหน้าที่แต่ละหน่วยงานกับชาวบ้านมาคุยกัน หาทางออกร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาให้ได้อย่างจริงจัง วันนี้ไร่ของผมและอีกหลายพื้นที่ช้างรบกวนน้อยลง แต่อีกหลายพื้นที่ยังมีปัญหาอยู่ เราต้องร่วมมือกันแก้ต่อไป ”

             
เมื่อมีการคิดทบทวนบทเรียนเดิมๆ กับรูปแบบและวิธีการแก้ปัญหาเดิมๆ ซึ่งเป็นการบวนการหนึ่งในการวิเคราะห์โรค ค้นหาสาเหตุของปัญหา เพื่อเยียวยาและแก้ไขให้ตรงจุดมากที่สุด ชลธร ชำนาญคิด หัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ตั้งคำถามง่ายๆ ที่ขณะนั้นไม่มีคำตอบแม้ว่าจะมีการศึกษาวิจัยช้างป่าที่นี่มาอย่างยาวนาน

กับคำถามง่ายๆ ที่ชลธร ชำนญคิด หัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ตั้งขึ้นเมื่อเขาเข้ารับตำแหน่งในช่วงปลายปี 2548

จำนวนที่แน่ชัดของช้างป่ากุยบุรีมีกี่ตัว ?
ช้างป่ากระจายหากินอยู่บริเวณไหนบ้าง ?
ในป่าลึกๆ มีช้างป่าหากินอยู่หรือเปล่า ?
มีช้างป่ากลับไป และมาจากป่าฝั่งพม่าจริงหรือเปล่า ?
ทำไมช้างป่ามารวมฝูงเฉพาะบริเวณโครงการพระราชดำริฯ ?
ช้างป่าออกกินสับปะรดตรงจุดไหนบ้าง ?
ผลกระทบที่ชาวบ้านได้รับเป็นอย่างไร รุนแรงแค่ไหน ?
และชาวบ้านคิดกับช้างป่าอย่างไร ?
ปัญหาที่แท้จริงของป่ากุยบุรีคืออะไร ?

คณะทำงานวางแผนจัดการประชากรช้างป่าระดับพื้นที่ ที่เกิดขึ้นจากส่วนผสมที่ลงตัว
ที่ให้ความสำคัญกับชุมชนท้องถิ่นทั้งในส่วนของผู้นำทางกฎหมาย ผู้นำความคิดทางสังคม ชาวไร่ธรรมดา เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง องค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่ และ WWF ประเทศไทย ทั้งหมดมีความเห็นร่วมกันว่า “ แม้การมีส่วนร่วมเพื่อคิดหาทางแก้ปัญหาจะเข้มข้นมากเพียงใด แต่ปราศจากข้อเท็จจริงของคำตอบ
การวิเคราะห์ทั้งแนวกว้างและลึก เป็นเครื่องประกอบการตัดสินใจ บทสรุปของมันก็คือ
การถกเถียงบนความรู้สึกของคนไม่กี่คน มันก็ไม่ต่างอะไรกับคนตาบอดคลำทาง ที่ไม่รู้ว่าวันใดจะเดินไปจุดหมายที่ตั้งไว้ ”

การค้นหาความจริงได้เริ่มขึ้น กิจกรรมหลายอย่างไม่ได้อยู่ในข้อกำหนดของโครงการความร่วมมือระหว่าง WWF ประเทศไทย อุทยานแห่งชาติกุยบุรี และชุมชนท้องถิ่น แต่คณะทำงานจำเป็นต้องดำเนินการ ทั้งในด้านการค้นหาความจริงในภาคของชุมชน และความจริงที่เกี่ยวกับการกระจายของช้างป่าในป่ากุยบุรีในเวลานั้น

เวลาเพียงแค่ปีเศษ กับคำตอบที่ได้รับ อาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงแห่งรากปัญหาที่ครบถ้วน แต่มันก็มีประโยชน์มากมายที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

การสร้างเวทีที่ก่อให้ความคิด และการถกเถียงบนฐานข้อมูลตามข้อเท็จจริง เป็นอีกกระบวนการที่สำคัญ ที่เปิดโอกาสให้คนได้คุยกันได้อย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ มีในสองลักษณะคือ ภายในอุทยานแห่งชาติเอง ที่เรียกว่า “ คณะวางแผนหลักการจัดการประชากรช้างป่า ” และภายนอกอุทยานฯ ที่ชุมชนและหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเต็มรูปแบบ เรียกว่า “ คณะทำงานวางแผนจัดการประชากรช้างป่าระดับพื้นที่ ”

เป้าหมายสำคัญประการแรกในทั้งสองเวทีการพูดคุย ก็คือ ไปทางเดียวกัน เจ้าหน้าที่ทุกระดับในพื้นที่อุทยานฯ รับรู้ เข้าใจ และพูดในเรื่องเดียวกัน ภาษาเดียวกันต่อปัญหาที่เกิดขึ้น และนำออกไปสื่อสารต่อชุมชนและภาคส่วนอื่นๆ

เป้าหมายประการที่สอง คือ การมองปัญหาและคิดร่วมกัน โดยมีคณะทำงานวางแผนจัดการประชากรช้างป่าระดับพื้นที่ เป็นเสมือนผู้แทนในการฟังและคิดร่วมกัน เพื่อที่จะมองปัญหา เข้าใจถึงสาเหตุ ความเป็นไป แนวโน้มในอนาคต และทางออกที่ควรเป็น ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

เป้าหมายประการที่สาม คือ แนวร่วมและทำให้จริง มีแนวทางในการบรรลุเป้าหมายร่วมกัน นั่นคือ สามารถคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า บนฐานข้อมูลทางวิชาการ
ที่ถูกแปลให้ง่าย และลดการแก้ปัญหาปัจจุบันแต่เป็นปมปัญหาของอนาคต ขณะเดียวกันก็สร้างเครือข่ายในการอนุรักษ์ “ บ้านของช้างป่าและสิ่งมีชีวิตที่อยู่ร่วมกัน ”

จากเป้าหมายเพียงสามประการ นำไปสู่กระบวนการที่ให้ “ คน ” กับ “ คน ” เผชิญหน้าแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่าง “ คนกับช้างป่า ” และ “ คนกับคน ” อย่างสร้างสรรค์ ความชัดเจนที่เกิดขึ้น คือ การคลี่คลายความขัดแย้งที่อยู่ในใจของคนที่ได้รับผลกระทบ แรงสนับสนุนจากภาคชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในการอนุรักษ์ผืนป่ากุยบุรี


อนุรักษ์ช้างป่า เพื่อคงไว้สัญลักษณ์ของชาติไทย


ครั้งหนึ่ง ธงชาติแห่งประเทศสยาม คือ ธงช้างเผือกบนผืนผ้าแดง และธงช้างเครื่องต้น และไม่มีใครปฏิเสธเมื่อบอกว่าช้าง คือ สัญลักษณ์ของประเทศไทยเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ประเทศไทยก็ยังมีลักษณะบัญญัติตามคชลักษณ์ ในการกำหนดช้างสำคัญของแผ่นดิน ที่มีลักษณะมงคล 7 ลักษณะ โดยช้างที่เข้าเกณฑ์จะถูกนำทูลเกล้าถวายพระเจ้าแผ่นดิน โดยช้างเผือกคู่พระบารมีของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีชื่อว่า พระเศวตอดุลยเดชพาหน โดยมีการคล้องมาจากป่ากุยบุรี
 
ปัจจุบัน ป่าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มป่าแก่งกระจาน - กุยบุรี ที่มีพื้นที่รวมประมาณ 3 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 4 แห่ง ได้แก่ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบรีและประจวบคีรีขันธุ์ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี จังหวัดราชบุรี โดยมีการพบ
ช้างป่าอาศัยและหากินในพื้นที่อุทยานฯ กุยบุรี ประมาณ 120-140 ตัว ขณะที่อุทยานฯ
แก่งกระจาน อยู่ระหว่างการสำรวจข้อมูลที่ชัดเจน โดยคาดว่ามีช้างป่าอยู่ระหว่าง 100-200 ตัว แต่อุทยานฯ เฉลิมพระเกียรติไทยประจัน และเขตฯ แม่น้ำภาชี ปัจจุบันไม่พบการกระจายของช้างป่าในพื้นที่ แม้ว่าในอดีตจะมีข้อมูลยืนยันการพบช้างป่าทั้งสองพื้นที่

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อุทยานฯ กุยบุรี และแก่งกระจาน เป็นเพียงตัวอย่างของผลสะท้อนที่ตามมาจากการคุกคามทรัพยากรป่าไม้ และสัตว์ป่า และการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้ในรูปแบบที่ไม่ยั่งยืน ของชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ปัญหาการล่าสัตว์ป่า ปัญหาการบุกรุกแผ้วถางพื้นที่ป่าไม้ ปัญหาการรบกวนสัตว์ป่าจากการเก็บหาของป่า และปัญหาการพัฒนาพื้นที่ในรูปแบบต่างๆ ที่ขาดการวางแผนที่ชัดเจน ยังเป็นปัจจัย
ที่คุกคามความอยู่รอดของช้างป่า ผืนป่า และสัตว์ป่าอื่นๆ โดยตรง เพราะสิ่งมีชีวิตในป่าธรรมชาติล้วนมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันโดยตรง หากขาดสิ่งหนึ่งไปย่อมส่งผลกระทบถึงอีกสิ่งหนึ่ง และสุดท้ายก็จะส่งผลกระทบถึงความเป็นอยู่ของมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนมองไม่เห็น และไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างที่ไม่แตกต่างมากนัก คือปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ
ที่มนุษย์ไม่เคยให้ความสนใจ แต่วันนี้ผลกระทบอย่างรุนแรงได้เกิดขึ้นแล้ว และส่งผลกับชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กลุ่มป่าแก่งกระจาน - กุยบุรี คือ เป้าหมายสำคัญของ WWF ประเทศไทย ที่ต้องการสนับสนุนการทำงานร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หน่วยงานราชการอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้อง ชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ภายในและภายนอกเขตพื้นที่ เพื่ออนุรักษ์ช้างป่าและแหล่ง
ที่อยู่อาศัยของช้างป่าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยรูปแบบการจัดการพื้นที่ในภาพรวมภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน การคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น การทำงานยังคงต้องดำเนินต่อไป เพื่อจัดการพื้นที่ในภาพรวมทุกมิติ
ทั้งในเรื่องการจัดการสัตว์ป่า และป่าไม้ การจัดการคน การประสานความความเข้าและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่มีโครงการพัฒนาต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการวางแผนจัดการพื้นที่ในระยะยาว

อนุรักษ์ช้างป่า เพื่อคงไว้สัญลักษณ์ของชาติไทย


•  ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกอาเซียน ( Asean Heritage Park ) เมื่อปี พ.ศ. 2546
•  เป็นแหล่งอนุรักษ์ช้างป่าตามธรรมชาติที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
•  ได้รับการจัดอันดับให้เป็นพื้นที่อาศัยที่สำคัญของเสือโคร่งที่ติด 1 ใน 4 ของโลก
•  กลุ่มป่าแก่ง กระจาน - กุยบุรี ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และอุทยานแห่งชาติกุยบุรี เป็น 1 ใน 25 พื้นที่เป้าหมาย ตามมาตรการ ในการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพที่อยู่ในภาวะวิกฤติ ของโลก ของ กองทุนความร่วมมือเพื่ออนุรักษ์ระบบนิเวศที่อยู่ในภาวะวิกฤติ Critical Ecosystem Partnership Fund ( CEPF ) เกิดจากความร่วมมือขององค์กรต่าง ๆ หลายองค์กร ได้แก่ The French Development Agency (AFD), Conservation International (CI), Environment Facility (GEF), The Government of Japan, The John D. and Catherine T. MacArthur Foundation และ The World Bank

•  กลุ่มป่าแก่งกระจาน - กุยบุรี เป็นพื้นที่ที่ได้รับการจัดลำดับความสำคัญ ในแง่ของการสร้างแนวเชื่อม ( Corridor ) ระหว่างพื้นที่ป่าเพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่อาศัย พื้นที่หากิน และการถ่ายทอดพันธุกรรมไปยังกลุ่มประชากรอื่น ๆ เพื่อลดอัตราการผสมเลือดชิด ( Inbreeding ) ซึ่งพื้นที่แห่งนี้จะมีความสำคัญสำหรับประชากรของสัตว์เลี้ยงลูก
ด้วยนมขนาดใหญ่ รวมถึงจะมีความสำคัญต่อการรักษาแหล่งจระเข้น้ำจืด ( Crocodylus siamensis ) ของประเทศไทย มากไปกว่านั้นยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย
ที่สำคัญของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม ถึงแม้พื้นที่จะมีขนาดกว้างใหญ่และได้รับความสำคัญในการสร้างแนวเชื่อมระหว่างพื้นที่ป่า แต่ประเด็นที่นอกเหนือจากนี้ที่มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์แห่งนี้ด้วยเช่นกัน คือ การล่าสัตว์ป่า การแผ้วถางบุกรุกพื้นที่และความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า

•  เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่สำคัญต่อการเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างป่าเอเชีย อุทยานแห่งชาติกุยบุรีจึงเป็นพื้นที่เป้าหมายของโครงการ ( Monitoring the Illegal of Elephants-MIKE ) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการประจำอนุสัญญา Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora-CITES ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2542 โดยโครงการ MIKE มีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดตั้งฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายการบริหารการจัดการ การปกป้องคุ้มครอง และการบังคับใช้กฎหมายให้เหมาะสมตามความจำเป็น รวมทั้งสร้างศักยภาพในประเทศที่เป็นเขตกระจายพันธุ์ของช้างป่า

Picture from cameratrap by Conservation Biology Unit, WWF Thailand
© WWF / Conservation Biology Unit Enlarge
© WWF / Supol JITVIJAK Enlarge
© WWF / Supol JITVIJAK Enlarge
© WWF Thailand / Kuiburi National Park Enlarge
© WWF Thailand / Kuiburi National Park Enlarge
Map Location of Kuiburi National Park in the Kaeng Krachan
© WWF Thailand Enlarge

Subscribe to our mailing list

* indicates required