เขื่อนแม่วงก์: มหันตภัยคุกคามความอยู่รอดของเสือโคร่ง



Posted on 02 October 2013  | 
Tiger WWF Thailand
© WWF THAILANDEnlarge
“เสือ” สัตว์อีกชนิดที่มีเสนห์และน่าหลงใหล กำลังเผชิญกับภาวะสูญพันธุ์จากการล่า การลดลงของที่อยู่อาศัย และการลดจำนวนลงของเหยื่อในธรรมชาติจากฝีมือมนุษย์

ประเทศไทยมีเสือโคร่งเหลืออยู่ราว 250 ตัว จากทั้งหมดทั่วโลกประมาณ 3,500 ตัว เสือโคร่งเปรียบเสมือนอีกหนึ่งสัญลักษณ์หลักของการอนุรักษ์ เนื่องเพราะเสือโคร่งมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ อีกทั้งยังเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า เพราะเสือจะอยู่อาศัยในผืนป่าที่สมบูรณ์เท่านั้น

โครงการฟื้นฟูประชากรเสือและเหยื่อเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2554 โดยความร่วมมือระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชร่วมกับกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ประเทศไทย โดยมีเป้าหมายคือการฟื้นฟูและรักษาประชากรของเสือโคร่งและสัตว์ป่าในพื้นที่ของทั้งสองอุทยานฯ โดยวางแผนอนุรักษ์เชิงปฏิบัติการเสือโคร่งของประเทศไทยและได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าในปี พ.ศ.2565 ประชากรเสือจะต้องเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 50% ซึ่งอุทยานแห่งชาติแม่วงก์และอุทยานแห่งชาติคลองลาน จ.กำแพงเพชร - นครสวรรค์ ก็เปรียบเสมือนผืนป่าแห่งความหวังในการฟื้นฟูประชากรเสือของประเทศไทย

สิ่งแรกที่พวกเราทําคือการนับจํานวนเสือโคร่งในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์และคลองลาน โดยการใช้กล้องดักถ่ายซึ่งเทคนิคนี้ถือว่ามีคุณค่ามากเนื่องจากเราจะสามารถจําแนกเสือแต่ละตัวออกจากกันโดยการพิจารณาลายพาดกลอนซึ่งจะเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละตัว จากการสํารวจพบเสือโคร่งในสองอุทยานฯ อย่างน้อย 10 ตัวโดยมีลูกอ่อนอยู่ 2 ตัว ข้อมูลที่น่าสนใจคือเสือจํานวนดังกล่าวมี 3 ตัวที่เกิดในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของเสือโคร่งสูงที่สุดในประเทศ ซึ่งเสือทั้ง 3 ตัวนั้นได้ย้ายถิ่นฐานมายังบ้านหลังใหม่คืออุทยานแห่งชาติแม่วงก์และอุทยานแห่งชาติคลองลาน จากข้อมูลทางวิชาการชิ้นนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมต่อของผืนป่าตะวันตกที่มีความอุดมสมบูรณ์

เสือโคร่งตัวเมียที่ครั้งหนึ่งเคยถูกบันทึกภาพได้ที่ห้วยขาแข้งในปี พ.ศ. 2548 แต่ต่อมาได้เคลื่อนย้ายมายังอุทยานแห่งชาติแม่วงก์และปัจจุบันเสือตัวเมียนี้ได้ให้กําเนิดลูกอ่อน2 ตัว ส่วนเสือที่อพยพมาจากห้วยขาแข้งอีก 2 ตัวนั้นเป็นเสือเพศผู้ซึ่งตัวหนึ่งเดินทางเป็นระยะไกลจากห้วยขาแข้งผ่านอุทยานแห่งชาติแม่วงก์และต่อไปยังอุทยานแห่งชาติคลองลานระยะทางราว 64 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมปกติของเสือวัยหนุ่มที่มักจะเดินทางและหาพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อบ้านหลังใหม่ของตนเอง

กล้องดักถ่ายยังบอกเล่าเรื่องราวของเหยื่อที่เสือล่าเป็นอาหาร เช่น กระทิง กวาง เก้ง และหมูป่า รวมทั้งสัตว์สี่สายพันธุ์ที่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนคือ สมเสร็จ แมวลายหินอ่อน เก้งหม้อ และเลียงผา นอกจากนี้กล้องดักถ่ายยังสามารถเก็บภาพสัตว์ป่าสายพันธุ์อื่น ๆ เช่น เสือดาว เสือลายเมฆ ช้าง หมาใน หมีควาย ลิงกัง ชะมดเช็ด หมูหริ่ง และเม่น เป็นต้น

ภาพถ่ายดังกล่าวเป็นการยืนยันได้อย่างดีว่าพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์และอุทยานแห่งชาติคลองลาน เป็นพื้นที่สําคัญเพื่อการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งในประเทศ แต่คําถามคือ เราจะทําอย่างไรเพื่อให้เสือโคร่งและสัตว์ที่เป็นเหยื่อได้รับการคุ้มครองและสามารถเจริญพันธุ์ได้ตามธรรมชาติ??

โครงการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งนั้น นอกจากจะติดตามตรวจสอบสถานภาพและถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าแล้ว ยังรวมถึงการสนับสนุนงานลาดตระเวนและการเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า โดยการฝึกอบรมระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (Smart Patrol System) ซึ่งจะช่วยสร้างเสริมทักษะการลาดตระเวนรวมทั้งสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าหน้าที่อุทยาน อันจะนําไปสู่การป้องกันและลดการกระทําผิดกฎหมายในพื้นที่อุทยานแห่งชาติได้อย่างมีศักยภาพ

อีกองค์ประกอบหนึ่งที่สําคัญคือการสร้างความตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญ รวมถึงการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชนในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งอุทยานแห่งชาติแม่วงก์และคลองลานได้จัดทีมเจ้าหน้าที่เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ โดยได้จัดตั้งวงดนตรี ‘Big Cat’ ซึ่งเน้นที่กลุ่มเยาวชนตามโรงเรียนในท้องถิ่นรวมทั้งในชุมชนที่อยู่โดยรอบอุทยานฯ โดยมีจุดมุ่งหมายคือการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์เสือโคร่งและสัตว์ป่า
คุณสามารถทําอะไรได้บ้างเพื่อปกป้องมิให้เสือโคร่งสูญพันธุ์? สิ่งหนึ่งที่ไม่ว่าใครก็สามารถกระทําได้คือหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ป่า ซึ่งรวมไปถึงสัตว์ที่เป็นอาหารของเสือโคร่ง รวมทั้งการบอกต่อข้อมูลข่าวสารเพื่อลดการบริโภคเนื้อสัตว์ป่า

แต่อีกมหันตภัยหนึ่งที่คุกคามต่อสถานภาพเสือโคร่งคือ “โครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ” ซึ่ง WWF ประเทศไทยได้เรียกร้องให้ยุติโครงการดังกล่าวที่อาจกระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ อีกทั้งโครงการเขื่อนแม่วงก์ยังไม่สามารถแก้ไขหรือบรรเทาปัญหาที่ประชาชนในพื้นที่กําลังประสบอยู่
อย่างไรก็ดี WWF ประเทศไทยนั้น สนับสนุนการพัฒนาที่จะไม่ทําลายระบบนิเวศที่เปราะบาง หรือส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่าที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ การก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์นั้นนอกจากจะเป็นการลดขนาดพื้นที่หากินของเสือโคร่งและความหลากหลายทางชีวภาพในอุทยานแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบถึงขั้นทำให้เสือโคร่งและสัตว์ป่าสูญหายไปจากพื้นที่เนื่องจากพื้นที่อยู่อาศัยถูกรบกวน นอกจากนี้ การก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวยังเป็นการสร้างโอกาสที่ชุมชนจะขยายตัวเข้าสู่ผืนป่า อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มช่องทางการล่าสัตว์ผ่านทางถนนที่ตัดเพิ่มเพื่อดําเนินการก่อสร้าง และนี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากมีการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์

อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ถือเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าตะวันตกซึ่งถือเป็นผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพ อีกทั้งยังเป็นแหล่งอาศัยของพันธุ์สัตว์หายากซึ่งเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เช่นเสือโคร่งและช้างป่า และยังเป็นแหล่งต้นน้ำสําคัญของลําน้ำแม่กลอง-หนึ่งในลําน้ำสายหลักของประเทศไทย

การลดลงของที่อยู่อาศัย การเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษย์ การพัฒนาการล่าเพื่อเป็นอาหาร และความต้องการชิ้นส่วนของเสือโคร่งถือเป็นปัจจัยที่ทําให้ประชากรเสือโคร่งในประเทศไทยลดน้อยลงทุกที

การก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์จึงเปรียบได้ดั่งอีกมหันตภัยที่คุกคามการอยู่รอดของเสือโคร่งในประเทศไทย ...

บทความโดย ดร.รุ้งนภา พูลจําปา ผู้จัดการโครงการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งอุทยานแห่งชาติแม่วงก์-คลองลาน

WWF ประเทศไทย เผยแพร่ครั้งแรกทางหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ฉบับวันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม 2556
Tiger WWF Thailand
© WWF THAILAND Enlarge
© WWF THAILAND
อีกหนึ่งภาพเสือโคร่งจากกล้องดักถ่ายภาพที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์
© WWF THAILAND Enlarge
ภาพ: สมเสร็จจากกล้องดักถ่ายภาพสัตว์อุทยานแห่งชาติแม่วงก์
© WWF THAILAND Enlarge
ภาพ:เสือดาวจากกล้องดักถ่ายภาพสัตว์อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ หนึ่งในหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและความสมบูรณ์ของพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์
© WWF THAILAND Enlarge

Subscribe to our mailing list

* indicates required