ฟิลิปปินส์เตรียมทำลายงาช้างที่ยึดได้



Posted on 21 June 2013  | 
มะนิลา ฟิลิปปินส์ 21 มิถุนายน 2556 – วันนี้ทางการฟิลิปปินส์เตรียมทำลายงาช้างมากกว่า 5,000 กิโลกรัม ที่จับยึดได้ระหว่างปฏิบัติการตรวจค้น

งาช้างที่เก็บไว้จะถูกบดด้วยรถบดถนน ซึ่งการทำลายงาช้างนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่า ฟิลิปปินส์จะใช้ มาตรการขั้นเด็ดขาดกับผู้ลักลอบค้างาช้าง และขจัดความเป็นไปได้ที่อาจมีการลักลอบขายงาช้างในคลังที่เก็บไว้ให้กระบวนการลักลอบค้างาช้าง
เมื่อปี 2550 TRAFFIC เรียกร้องให้รัฐบาลหันมาสนใจปัญหาการรั่วไหลของงาช้างจากคลังที่รัฐบาลฟิลิปปินส์เป็นผู้เก็บไว้ผ่านการนำเสนอในที่ประชุมอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (CITES) ถึงผลลัพธ์การวิเคราะห์บันทึกการตรวจยึดงาช้างทั่วโลกที่อยู่ในระบบสารสนเทศการค้างาช้าง (ETIS)
ETIS เป็นฐานข้อมูลโลกเกี่ยวกับการตรวจยึดผลิตภัณฑ์จากช้างที่สำคัญที่สุด ซึ่งได้ให้ข้อมูลเชิงลึกในทุกแง่มุมของการลักลอบ ค้างาช้าง TRAFFIC บริหารจัดการ ETIS แทนสมาชิก CITES มาตั้งแต่ปี 2532 และปัจจุบันมีบันทึกเกี่ยวกับคดีต่างๆมากกว่า 18,000 คดี
การวิเคราะห์ ETIS ในปี 2550 ระบุว่า “การตรวจยึดงาช้างครั้งใหญ่ที่สุดในฟิลิปปินส์ คือเมื่อปี 2549 ที่อาจมีงาช้างมากถึงเกือบ 4,000 กิโลกรัม แต่ท้ายที่สุด งาช้างกลับหายไปจากการดูแลของศุลกากรกรุงมะนิลา ภายใต้สถานการณ์ฉ้อฉล”
“แม้การทำลายงาช้างจะเป็นการทำลายหนทางยั่วยุทั้งหลาย แต่องค์ประกอบสำคัญของการปฏิบัติงานเช่นนี้ คือการตรวจสอบบัญชีงาช้างอย่างครบถ้วนและโปร่งใส เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่างาช้างที่ออกจากระบบคืออะไรและมาจากที่ไหน มีเพียงวิธีนี้ที่จะทำให้ผู้สังเกตการณ์จากภายนอกเกิดความเชื่อมั่นว่ามีการกำจัดอย่างถูกต้อง” ดร.โคลแมน โอ ไครโอเดียน นักวิเคราะห์นโยบายการค้าสัตว์ป่า WWF กล่าว
หลังมีการประกาศเรื่องการทำลายงาช้าง TRAFFIC ได้ติดต่อกับสำนักงานเขตอนุรักษ์และสัตว์ป่าของฟิลิปปินส์ และได้แจ้งว่าจะมีการตรวจสอบบัญชี โดยจะมีผู้แทนจากหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งรวมถึงสำนักงานสืบสวนสอบสวนแห่งชาติด้วย
“ทราบกันดีว่ามีงาช้างหายไปจากคลังเก็บงาช้างของรัฐบาลประเทศต่างๆทั่วโลก ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดทำ ระเบียบการที่เหมาะสม และปฏิบัติตามระเบียบการนั้นระหว่างการทำลายงาช้าง เช่น มีการสอบสอบอย่างอิสระว่าจำนวน งาช้างที่ถูกทำลายนั้น สอดคล้องกับบัญชีที่จัดทำขึ้น” โอ ไครโอเดียน กล่าวเสริม
TRAFFIC เข้าใจว่าจะมีการวิเคราะห์ดีเอ็นเองาช้าง เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของช้าง ซึ่งทั้ง TRAFFIC และ WWF ต่างสนับสนุนการเดินหน้าเพื่อเริ่มต้นกระบวนการตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเองาช้างจำนวนมากที่ยึดได้ ซึ่งเมื่อเดือนมีนาคม รัฐบาลฟิลิปปินส์ตอบรับข้อเสนอดังกล่าว ระหว่างการประชุมสมาชิก CITES
การวิเคราะห์ ETIS ในปี 2550 แสดงให้เห็นว่าฟิลิปปินส์ มีบทบาททั้งในฐานะตลาดงาช้างในประเทศ และเป็นทางผ่านของ งาช้างที่มีแหล่งที่มาจากแอฟริกาหรือจากที่อื่นๆในเอเชีย เพื่อเข้าสู่ตลาดประเทศจีน
การวิเคราะห์ชี้ว่าฟิลิปปินส์ เป็นหนึ่งใน “ทางผ่านสำคัญของการลักลอบค้างาช้างผิดกฎหมาย” และยังระบุด้วยว่า “มีอุตสาห กรรมแกะสลักเกิดใหม่ซึ่งผลิตรูปสลักทางศาสนาและสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่เพิ่งพบเห็นในฟิลิปปินส์ อาจเชื่อมโยงกับการส่งออกไป ขายยังนครรัฐวาติกันในอิตาลี รวมทั้งปลายทางอื่นๆ”
โดยรวมแล้ว TRAFFIC ได้อธิบายถึงสถานการณ์งาช้างในฟิลิปปินส์ในปี 2550 ว่า “น่ากังวลอย่างยิ่ง”
จากการวิเคราะห์ ETIS ครั้งล่าสุด ซึ่งได้นำเสนอต่อสมาชิก CITES ระหว่างการประชุมเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ ฟิลิปปินส์ได้รับการ จัดลำดับว่าเป็นหนึ่งใน 9 ประเทศและดินแดนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการค้างาช้างผิดกฎหมายขนาดใหญ่มากที่สุด ซึ่งทั้ง 9 ประเทศและดินแดนนี้จะต้องส่งแผนปฏิบัติการเพื่อยกระดับการปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยการค้างาช้างของ CITES ซึ่งประเทศจีน และประเทศไทย จัดเป็นกลุ่มที่ต้องรับผิดชอบโดยตรงในฐานะตลาดผู้บริโภค ส่วนมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง และเวียดนาม จัดเป็นประเทศและดินแดนที่เป็นทางผ่าน ส่วนเคนย่า แทนซาเนีย และอูกันดา จัดเป็นแหล่งที่มาของงาช้าง รวมทั้งเป็นทางผ่านและแหล่งนำออกจากแอฟริกา
“ทุกคนควรรับทราบอย่างชัดเจน ว่าการทำลายงาช้างนั้น ไม่ได้ทำให้ฟิลิปปินส์พ้นจากความรับผิดชอบภายใต้ CITES และจะต้องส่งแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับงาช้าง และจะต้องเปิดเผยข้อมูลที่ไม่อ่อนไหวต่อสาธารณะเพื่อให้เกิดความโปร่งใสด้วย” โอ ไครโอเดียน กล่าว
ดร. คริส เชฟเพิร์ด รักษาการผู้อำนวยการโครงการ TRAFFIC เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวเสริมว่า “เป็นเรื่องน่าประทับใจที่ ได้เห็นทางการของฟิลิปปินส์จริงจังกับประเด็นการค้างาช้าง ซึ่งจะเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังประเทศอื่นๆในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศไทย ที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศคำมั่นต่อสาธารณะว่าจะยุติการค้างาช้างในประเทศ รวมทั้งมาเลเซีย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจะทำลายงาช้างที่ตรวจยึดได้ในคลังของประเทศ มาตรการร่วมกันระหว่างประเทศนั้น ถือเป็น ความต้องการเร่งด่วนอย่างยิ่ง”
ขณะนี้การแสดงเจตจำนงทางการเมืองในการแก้ไขปัญหาลักลอบค้าผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่ากำลังได้รับการตอบรับเพิ่มขึ้นทั่วโลก ซึ่งเมื่อต้นสัปดาห์นี้ผู้นำประเทศสมาชิก G8 ที่ร่วมการประชุมในเมืองโลเอิร์น ไอร์แลนด์เหนือก็ได้ออกแถลงการณ์ ให้คำมั่นว่าจะแก้ไขปัญหานี้เช่นกัน โดยเนื้อหาในแถลงการณ์ระบุว่า “เราจะมีมาตรการเพื่อรับมือกับการลักลอบค้าสัตว์ป่าที่ได้รับการปกป้อง หรือสัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์”

Philippines to destroy seized ivory stockpiles
© traffic Enlarge