รัฐบาลประเทศต่างๆ เริ่มควบคุมงาช้างแรดฉลามและต้นไม้ในการประชุมว่าด้วยการค้าสัตว์ป่า



Posted on 17 March 2013  | 
กรุงเทพฯ - การประชุมว่าด้วยการค้าสัตว์ป่าครั้งสำคัญที่ปิดฉากไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา จบลงด้วยมติของรัฐบาลทั่วโลกที่จะควบคุมการค้าระหว่างประเทศของฉลามและไม้สายพันธุ์ต่างๆ และเริ่มใช้มาตรการกับประเทศต่างๆ ที่ไม่ค่อยจะมีความพยายามหรือไม่กระทำการเพื่อหยุดยั้งการลักลอบค้างาช้างและนอแรด

ในวันสุดท้ายของการประชุมอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (CITES) ประเทศต่างๆสรุปผลการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยการร่วมตัดสินใจเป็นครั้งแรกที่จะเริ่มต้นกระบวนการบังคับประเทศต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบค้างาช้างในขั้นรุนแรงให้จัดการกับปัญหาลักลอบค้างาช้าง

รัฐบาลประเทศต่างๆ บังคับให้จีน เคนยา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย ยูกันดา แทนซาเนียและเวียดนาม ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับการจับตาด้วยความกังวลถึงความล้มเหลวในการยับยั้งการค้างาช้างในระดับใหญ่ ต้องยื่นแผนที่มีกำหนดระยะเวลาในการรับมือกับปัญหาภายในสองเดือน และต้องมีความคืบหน้าก่อนการประชุม CITES ครั้งต่อไปในปี 2557 

ภายใต้อนุสัญญา CITES ประเทศที่ล้มเหลวในการจัดการกับปัญหาอาจต้องเข้าสู่กระบวนการยินยอมที่เป็นไปได้สูงว่าอาจนำไปสู่การคว่ำบาตร ซึ่งตามข้อตกลงนั้นอนุญาตให้ CITES ออกข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลประเทศที่อยู่ในข้อตกลงยุติการค้าชนิดพันธุ์สัตว์และพันธุ์พืช 35,000 สายพันธุ์ตั้งแต่หนังจระเข้จนถึงกล้วยไม้ภายใต้อนุสัญญา กับประเทศที่ปฏิบัติตามไม่ได้ 

"หลังจากไม่ยอมแก้ปัญญามาหลายปี วันนี้รัฐบาลประเทศต่างๆ ได้เริ่มจับตาประเทศที่ล้มเหลวในการควบคุมการค้างาช้าง ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่จะช่วยยับยั้งการล่าสังหารช้างแอฟริกันหลานพันตัวได้" คาร์ลอส ดรูวส์ หัวหน้าคณะผู้แทน WWF ในการประชุมไซเตสกล่าว "สิ่งได้รับจากการประชุมที่กรุงเทพฯก็คือการปกป้องชนิดพันธุ์ต่างๆให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญ"

แต่การต่อสู้เพื่อหยุดยั้งอาชญากรรมต่อสัตว์ป่านั้นยังไม่จบสิ้น" ดรูวส์กล่าว "ประเทศเหล่านี้จะต้องรับผิดชอบต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ และจะต้องเร่งแก้ไขวิกฤตลักลอบล่าสัตว์ในระดับโลก ที่กำลังทำลายล้างสัตว์ป่าของพวกเรา"

มติในการควบคุมการค้างาช้างให้ดียิ่งขึ้นที่มีออกมาในสัปดาห์นี้ เกิดขึ้นหลังนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยประกาศในพิธีเปิดการประชุมว่ารัฐบาลจะปิดตลาดค้างาช้างในประเทศ ซึ่งคำมั่นของนายกรัฐมนตรีไทย มีขึ้นหลังจากมีผู้คนมากกว่า 1.5 ล้านคน ร่วมลงชื่อในข้อเรียกร้องของ WWF และ Avaaz และลีโอนาโด ดิ คาปริโอ นักแสดงและนักอนุรักษ์ เพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีไทยยุติการค้างาช้างในประเทศ

รัฐบาลประเทศต่างๆ ยังขยายการปกป้องให้แก่สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ เช่น แรด ด้วยการให้คำมั่นที่จะทำงานเพื่อต่อต้านองค์กรอาชญากรรมที่เป็นผู้ลักลอบค้านอแรดผ่านตลาดมืด ด้วยการเพิ่มโทษต่อผู้กระทำผิด นอกจากนี้ประเทศต่างๆยังตอบรับการใช้แผนการลดความต้องการผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่าผิดกฏหมาย เช่น นอแรด ที่มีความเชื่อกันอย่างผิดๆในเวียดนามว่าเป็นยาครอบจักรวาล

เมื่อปีที่แล้ว มีแรดในแอฟริกาใต้ถูกสังหารถึงเกือบ 700 ตัว และเพียงช่วงต้นปี 2556 ก็มีแรดตายไปแล้วเกือบ 150 ตัว นอกจากนี้ยังมีช้างต้องล้มตายจากการไล่ล่าถึงปีละมากกว่า 30,000 ตัว 

รัฐบาลประเทศต่างๆยังเน้นย้ำถึงคำมั่นในการปกป้องชนิดพันธุ์ฉลามหัวค้อนสามชนิดให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีฉลามพอร์บีเกิ้ล ฉลามทะเลครีบขาว และชนิดพันธุ์กระเบนราหูอีกสองชนิด โดยทั้งฉลามและกระเบนราหู ต่างขึ้นทะเบียนในบัญชีที่สองของ CITES ซึ่งจะควบคุมการค้าระหว่างประเทศของชนิดพันธุ์ในบัญชีให้อยู่ในระดับยั่งยืน 

"นับเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ ที่วิทยาศาสตร์มีชัยชนะเหนือการเมือง ในช่วงเวลาที่ฉลามและกระเบนราหูกำลังจะหายไปจากมหาสมุทรของเรา" ดรูวส์กล่าว "การตัดสินใจครั้งนี้จะสร้างอุปสรรคครั้งสำคัญแก่การค้าเนื้อฉลามและครีบที่ไร้การควบคุม ซึ่งเป็นตัวการทำลายล้างประชากรสัตว์อันทรงคุณค่าเพื่อสนองตอบต่อความต้องการสินค้ามีระดับ"

"มติให้มีการควบคุมการค้าฉลามและกระเบนราหูโดย CITES มีขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลประเทศต่างๆ สามารถแสดงให้เห็นถึงเจตน์จำนงค์ทางการเมืองเพื่อให้มหาสมุทรของเราคงความสมบูรณ์ ให้อาหารและเป็นประโยชน์แก่คนรุ่นหลังสืบไป และเราหวังที่จะเห็นการดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้ในอนาคต เพื่อป้องกันการหาประโยชน์ทางการค้า และการคุกคามสัตว์ทะเลในลักษณะอื่นๆ ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ" ดรูวส์กล่าวเพิ่มเติม

คณะผู้เจรจายังลงคะแนนเพื่อเพิ่มข้อบังคับทางการค้าไม้พะยูงและไม้มะเกลือ ซึ่งเป็นเป้าหมายในการลักลอบตัดไม้ที่เป็นสาเหตุของการสูญเสียพื้นที่ป่า โดยเฉพาะในมาดากัสการ์
ฉลามขาวในประเทศฟิจิ
© Brent Stirton / Getty Images Enlarge
แรดดำภายในอุทยานแห่งชาติ Hluhluwe-iMfolozi Park แอฟริกาใต้
© WWF Canon / Brent Stirton Enlarge
โครงกระดูกช้าง , Gabon
© WWF Canon / James Morgan Enlarge
Sixteenth meeting of the Conference of the Parties 3 - 14 March 2013 in Bangkok, Thailand
© CITES Enlarge