นายกรัฐมนตรีไทยต้องคว้าโอกาสในการยุติการค้างาช้าง



Posted on 03 March 2013  | 
ตัวแทน WWF ยืนรายชื่อกว่า 500,000 ชื่อจากทั่วโลกลงนามเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้หยุดค้างาช้างในประเทศไทยพร้อมปฏิรูปกฎหมายห้ามค้างาช้างในประเทศไทยเพื่อช่วยปกป้องช้างแอฟริกัน (กรุงเทพฯ 27 กุมภาพันธ์ 2556)
© WWF THAILANDEnlarge
กรุงเทพฯ - ในฐานะเจ้าภาพในการเปิดการประชุมว่าด้วยการค้าสัตว์ป่าที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง WWF และ TRAFFIC ขอเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีไทยประกาศห้ามการค้างาช้างในประเทศ ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีขึ้นกล่าวต่อรัฐบาลทั่วโลกในวันอาทิตย์นี้

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย มีกำหนดที่จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการประชุมว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (CITES) ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นที่กรุงเทพฯ ในวันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคมนี้ นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะเป็นการกำหนดบรรยากาศการเจรจาต่อรองของการประชุมที่เหลือทั้งหมด

สุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีของไทยจะมีขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ประชาชนมากกว่าหนึ่งล้านคนทั่วโลก ที่ร่วมรณรงค์กับ WWF และ Avaaz เรียกร้องให้รัฐบาลไทยสั่งห้ามการค้างาช้างในประเทศไทย

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดค้างาช้างที่ไม่มีการควบคุมแหล่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก การตัดสินใจ อย่างแน่วแน่จากนายกรัฐมนตรีของไทยในการปฏิรูปกฏหมายจะช่วยลดความรุนแรงของขบวนการลักลอบค้างาช้างข้ามชาติได้อย่างมาก

ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีไทยได้กล่าวว่าจะนำข้อเรียกร้องของ WWF ไป “พิจารณา” แต่ขณะเดียวกัน เสียงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลงมือปฏิบัติตามที่ว่าไว้ก็ขยายวงกว้างมากขึ้น โดยมีประชาชนมากกว่าหนึ่งล้านคนร่วมลงชื่อในข้อเรียกร้องแล้ว

“นี่เป็นโอกาสสำหรับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ที่จะช่วยสกัดกั้นวิกฤตการลักลอบล่าและค้าสัตว์ในระดับโลก และเป็นการแสดงออกถึงความเป็นผู้นำของประเทศไทยในการต่อสู่กับอาชญากรรมต่อสัตว์ป่า” สตีเว่น บอร์ด ผู้อำนวยการบริหาร TRAFFIC กล่าว “การห้ามการค้างาช้างจะเป็นการหยุดยั้งตลาดค้างาช้างในประเทศไทย”

“หลังจากไม่สามารถยุติการค้างาช้างที่ไม่มีการควบคุมเช่นนี้มาหลายต่อหลายปี ประเทศไทยควรคว้าโอกาสนี้ไว้ และปิดตลาดที่เป็นตัวการส่งเสริมให้เกิดการลักลอบล่าช้างในแอฟริกา ซึ่งจะช่วยให้ไทยไม่เสี่ยงต่อการถูกคว่ำบาตรทางการค้าใน CITES” คาร์ลอส ดรูวส์ ผู้อำนวยการด้านงานอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ของโลก WWF สากล กล่าว

เสียงเรียกร้องให้ไทยยุติการค้างาช้างเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ WWF และ TRAFFIC ร้องขอต่อรัฐบาลประเทศสมาชิก CITES ใช้มาตรการที่จริงจังเช่นการคว่ำบาตรทางการค้ากับประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของอนุสัญญาไซเตส ซึ่งเปรียบเสมือนเติมเชื้อเพลิงให้การลักลอบค้าสัตว์ป่าในระดับโลก การลักลอบล่าสัตว์เพิ่มระดับความรุนแรงถึงขั้นวิกฤตในช่วงไม่กี่ปีนี้ และกลายเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อสัตว์สายพันธุ์ที่เป็นสัญลักษณ์อย่าง ช้าง แรด และเสือ ซึ่งไทย ไนจีเรีย และสาธารณรัฐคองโก (DRC) ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่เกี่ยวพันกับการลักลอบค้างาช้างผิดกฎหมาย

“ประเทศไทยจะยอมตกเป็นจำเลยและเมินเฉยกับวิกฤิตการณ์สัตว์ป่าของโลกครั้งนี้ต่อไป หรือจะเลือกลุกขึ้นมาเป็นผู้นำในการอนุรักษ์ และผู้นำในการการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างจริงจัง” ดรูวส์ กล่าวเสริม

ไทย ไนจีเรีย และสาธารณรัฐคองโก ต่างยังไม่ประสบผลสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเรื้อรังในตลาดค้างาช้างในประเทศ แม้จะมีกฏเกณฑ์ของ CITES ที่ห้ามการขายงาช้างที่ไม่มีทะเบียนซึ่งภายใต้ข้อตกลงของ CITES นั้น ประเทศสมาชิกสามารถเสนอให้สมาชิกชาติอื่นๆ หยุดค้าขายพืชและสัตว์ 35,000 สายพันธุ์ภายใต้อนุสัญญา ตั้งแต่ไม้จนถึงหนังจระเข้ กับประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามได้

ในประเทศไทยนั้น อาชญากรใช้ประโยชน์จากกฏหมายของประเทศที่อนุญาตการขายงาช้างบ้าน เพื่อฟอกงาช้างแอฟริกาผิดกฎหมายจำนวนมหาศาลผ่านร้านค้าในประเทศไทย และผู้ที่ซื้องาช้างส่วนใหญ่ก็คือนักท่องเที่ยว
ตัวแทน WWF ยืนรายชื่อกว่า 500,000 ชื่อจากทั่วโลกลงนามเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้หยุดค้างาช้างในประเทศไทยพร้อมปฏิรูปกฎหมายห้ามค้างาช้างในประเทศไทยเพื่อช่วยปกป้องช้างแอฟริกัน (กรุงเทพฯ 27 กุมภาพันธ์ 2556)
© WWF THAILAND Enlarge
ตัวแทน WWF ยืนรายชื่อกว่า 500,000 ชื่อจากทั่วโลกลงนามเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้หยุดค้างาช้างในประเทศไทยพร้อมปฏิรูปกฎหมายห้ามค้างาช้างในประเทศไทยเพื่อช่วยปกป้องช้างแอฟริกัน (กรุงเทพฯ 27 กุมภาพันธ์ 2556)
© WWF THAILAND Enlarge
ตัวแทน WWF ยืนรายชื่อกว่า 500,000 ชื่อจากทั่วโลกลงนามเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้หยุดค้างาช้างในประเทศไทยพร้อมปฏิรูปกฎหมายห้ามค้างาช้างในประเทศไทยเพื่อช่วยปกป้องช้างแอฟริกัน (กรุงเทพฯ 27 กุมภาพันธ์ 2556)
© WWF THAILAND Enlarge