รายงานรอยเท้าทางนิเวศของจีน ปี 2555



Posted on 13 December 2012  | 
ปักกิ่ง ประเทศจีน – รายงานรอยเท้าทางนิเวศของจีน ปี 2555 ที่ WWF จัดทำขึ้นเป็นประจำทุกสองปี เกี่ยวกับผลสำรวจ เรื่องความต้องการที่มีต่อธรรมชาติของจีน เปิดเผยให้เห็นว่า การบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการ เติบโตทางเศรษฐกิจ และการขยายตัวของเมือง ต่างสร้างแรงกดดันต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ของจีนเพิ่มมากขึ้น

รายงานฉบับที่สาม ที่จัดทำขึ้นโดยได้รับความร่วมมือจาก สถาบันวิจัยด้านภูมิศาสตร์วิทยาและทรัพยากรธรรมชาติ (IGSNRR) and Institute of Zoology (IOZ) of the Chinese Academy of Sciences, Global Footprint Network (GFN) and Zoological Society of London (ZSL) แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้รอยเท้าทางนิเวศต่อคน หรือความต้องการที่มีต่อ สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติของจีน จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่ขณะนี้จีนก็บริโภคทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าขีดความสามารถ ทางชีวภาพของตัวเอง หรือศักยภาพในการสร้างขึ้นใหม่ของทรัพยากรธรรมชาติรวมทั้งการดูดซับการปล่อยก๊าซคาร์บอน ถึง 2.5 เท่าแล้ว

จนถึงตอนนี้ คาร์บอนยังคงเป็นองค์ประกอบหลักของรอยเท้าทางนิเวศโดยรวมของจีน ซึ่งเพิ่มขึ้น จากปี 2504 ที่มีการปล่อยคาร์บอนร้อยละ10 เป็นร้อยละ 50 ในปี 2551 แต่มีปริมาณคาร์บอนเพียงน้อยนิดที่เกิดจากการใช้เชื้อเพลิง การใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน หรือการใช้น้ำมันในการคมนาคมโดยตรง เพราะคาร์บอนส่วนใหญ่มาจากปล่อยก๊าซในทางอ้อม ที่แฝงเร้นมาในการบริโภคสินค้าและบริการ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 90 ของปริมาณการปล่อยคาร์บอนในบางพื้นที่

ผู้ขับเคลื่อนรอยเท้าทางนิเวศโดยเฉลี่ยต่อบุคคลของจีน ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปี 2528 เมื่อการขยายตัวของอัตราการบริโภคต่อคนเพิ่มสูงกว่าประสิทธิภาพการผลิต “หากดูจากความต้องการทั้งหมดของจีนที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม การปล่อยคาร์บอนถือว่าส่งผลกระทบมากที่สุด ซึ่งตอนนี้จีน จำเป็นจะต้องปรับปรุงวิธีการแก้ไขปัญหาเพื่อลดรอยเท้าคาร์บอน ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และผู้บริโภคเองก็ต้อง เปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีรอยเท้าคาร์บอนน้อยลงมากกว่าที่ผ่านๆมา” ดร.หลี่ หลิน กล่าวเสริม

การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว

รายงานเผยให้เห็นว่าการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วนั้น ส่งผลกระทบต่อรอยเท้าทางนิเวศของจีนอย่างมาก เนื่องจากมีการบันทึกว่าพื้นที่เมืองนั้นมีค่าเฉลี่ยรอยเท้าทางนิเวศต่อคนสูงกว่าพื้นที่ชนบททั่วมณฑลต่างๆบนจีนแผ่นดินใหญ่มาก การขยายตัวของเมืองนั้น มักจะมาพร้อมกับรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น นำไปสู่การขยายตัว และการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบ การบริโภค อย่างไรก็ตามในการวิจัย ยังแสดงให้เห็นว่า พื้นที่ชนบทเองก็เผชิญกับความท้าทายเฉพาะตัวเช่นกัน นั่นคือ การรักษาความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่

“ในพื้นที่ศูนย์กลางของเขตเมืองในกรุงปักกิ่ง โดยเฉลี่ยแล้ว บ้านเรือนส่วนใหญ่ใช้พลังงานน้อยกว่าบ้านในเขตชานเมือง โดยรอบ สาเหตุหลักประการหนึ่งก็คือเรื่องการเดินทาง เพราะคนเมืองเข้าถึงการขนส่งมวลชนที่ดีกว่าได้ และบริการอื่นๆก็ หาได้ในเขตเมือง” ดร. หลี่กล่าว

“แต่ว่าการลดรอยเท้านิเวศ ไม่ได้เป็นความท้าทายที่เมืองต่างๆต้องเผชิญเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยการพัฒนาอย่าง สมดุลทั้งในเขตเมืองและเขตชนบท รวมทั้งการส่งเสริมรูปแบบการบริโภคอย่างยั่งยืน นอกเหนือจากพื้นที่ศูนย์รวมประชาชน แห่งหลักๆ ด้วย” ดร.หลี่เสริม

วิเคราะห์ความสมบูรณ์ของสัตว์ 12 สายพันธุ์

ในรายงานยังมีการวิเคราะห์เชิงลึกสัตว์ 12 สายพันธ์[1] ทั่วประเทศจีน ที่แสดงให้เห็นว่า แม้สัตว์หลายสายพันธุ์จะมีสถานะเป็น สัตว์อนุรักษ์ระดับสูงสุด แต่ปรากฏว่าสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์อย่างแพนด้ายักษ์ และช้างเอเชีย กลับมีอัตราการฟื้นฟูอย่างช้าๆ มีเพียงนกช้อนหอยหงอน (crested ibis) และกวางเขี้ยวดาบจีน (Chinese musk deer) เท่านั้น ที่แสดงสัญญาณดีถึงการ เพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร

“ปัจจัยคุกคามสัตว์สายพันธุ์หลักๆ ทั้งการลักลอบล่า ประชากรมนุษย์ที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของเมือง การก่อสร้างโครงสร้าง สาธารณูปโภค และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ล้วนเป็นสิ่งที่ระบบนิเวศของจีนต้องเผชิญในระดับต่างๆกันไป” ศาสตราจารย์หยาง ชีเซิง แห่งสถาบันสัตววิทยากล่าว

เพื่อให้มีความเข้าใจภัยคุกคามเหล่านี้มากยิ่งขึ้น การจัดทำรายงานรอยเท้าทางนิเวศจีนในอนาคต จะรวมเอาดัชนีความ สมบูรณ์ ที่เป็นตัวชี้วัดความเปลี่ยนแปลงของความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในประเทศในช่วงเวลาที่ผ่านมา แบบจำลองดัชนี Living Planet ในระดับโลกของ WWF ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศบนโลก ด้วยการติดตาม ประชากรสัตว์ 9,000 ตัว ของสายพันธุ์ต่างๆมากกว่า 2,600 สายพันธุ์ ข้อมูลช่วงต้นของท้องถิ่นที่นำมาใช้เทียบเท่าจำนวน ประชากรสัตว์มีกระดูกสันหลังนั้น มาจากช่วงปี 2495 – 2554 คิดเป็นตัวแทนสัตว์มีกระดูกสันหลังเกือบร้อยละ 8 ของจีน

“นับเป็นเรื่องสำคัญสำหรับจีน ที่เป็นหนึ่งใน 12 ประเทศที่ได้รับการยอมรับว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในโลก ที่จะสร้างดัชนี Living Planet ของตัวเอง เพื่อสนับสนุนการวิจัยเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพภายในจีน” หยาง ชีเซิง กล่าว

WWF เชื่อว่าจีนสามารถทำได้มากกว่านี้เพื่อขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจสีเขียว และขอเสนอให้จีนกำหนดขอบเขตพื้นที่แหล่งนิเวศ ในบางพื้นที่ให้ดีขึ้น เพิ่มการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ และจัดทำนโบายที่เข้มแข็งเพื่อช่วยปรับปรุงความสามารถด้าน ชีวภาพ

“ตอนนี้จีนอยู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การตัดสินใจเลือกของจีนในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริโภค การผลิต การลงทุน การค้า และการบริหารจัดการต้นทุนทางธรรมชาติ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศ” จิม ลีป ผู้อำนวยการ WWF International กล่าว “ตอนนี้จีนกลายเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลกแล้ว ดังนั้นการเลือกหนทางในการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางนิเวศและความกินดีอยู่ดีของประชาชนจีนเอง และยังจะส่งอิทธิพลต่อการพัฒนาโลก อย่างยั่งยืนอีกด้วย”

หมายเหตุ
สำเนารายงานภาษาอังกฤษ ดาวน์โหลดที่ http://ow.ly/fXs7r 

เกี่ยวกับ WWF :
WWF คือหนึ่งในองค์กรเพื่อการอนุรักษ์ที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุด และเป็นอิสระมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีผู้ให้การ สนับสนุนมากกว่า 5 ล้านคน และมีเครือข่ายทำงานอยู่ในประเทศต่างๆกว่า 100 ประเทศ พันธกิจของ WWF คือ ลดการบุกรุก และยั้บยั้งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของโลก พร้อมไปกับสร้างอนาคตใหม่ให้มนุษย์ อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน ด้วยการอนุรักษ์ไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพของโลก สร้างหลักประกันให้มีการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ผลักดันให้เกิดการลดมลภาวะและลดการบริโภคอย่างสิ้นเปลือง

เกี่ยวกับสถาบันวิจัยด้านภูมิศาสตร์วิทยาและทรัพยากรธรรมชาติ (IGSNRR) :
สถาบันวิจัยด้านภูมิศาสตร์วิทยาและทรัพยากรธรรมชาติ (IGSNRR) ก่อตั้งขึ้นภายในสถาบันวิชาการด้านวิทยาศาสตร์จีน (CAS) เป็นสถานบันระดับชาติด้านองค์ความรู้และนวัตกรรม ขณะนี้ IGSNRR ให้ความสำคัญอย่างมากกับการวิจัยด้าน ลักษณะทางกายภาพเชิงภูมิศาสตร์และความเปลี่ยนแปลงของโลก ภูมิศาสตร์มนุษย์และการพัฒนาในภูมิภาค ทรัพยากร ธรรมชาติ และความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม กลไกภูมิสารสนเทศและระบบเสมือนจริง วัฏจักรน้ำและกระบวนการ พื้นผิวดิน ที่เกี่ยวข้อง สังเกตการณ์เครือข่ายระบบนิเวศ และจัดทำแบบจำลอง รวมทั้งนโยบายด้านการเกษตร

เกี่ยวกับเครือข่าย Global Footprint
เครือข่าย Global Footprint ส่งเสริมศาสตร์แห่งความยั่งยืนด้วยการคำนวณรอยเท้านิเวศแบบก้าวหน้า ซึ่งเป็นเครื่องมือ คำนวณทรัพยากรทำให้สามารถวัดระดับความยั่งยืนได้ เครือข่ายทำงานร่วมกับพันธมิตรเพ่ือปรับปรุงและนำศาสตร์นี้ไปใช้ ผ่านการวิจัยร่วมกัน และพัฒนาระเบียบวิธีการใช้แบบมาตรฐาน ให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจได้มีบัญชีทรัพยากรที่สมบูรณ์ เพื่อช่วยให้มนุษย์ดำเนินการทางเศรษฐกิจภายในขีดจำกัดทางนิเวศของโลก

เกี่ยวกับสถาบันสัตววิทยา (IOZ)
สถาบันสัตววิทยา (IOZ) อยู่ในสถาบันวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ของจีน (CAS) ซึ่งเป็นได้รับทุนวิจัยด้านสัตววิทยาจากรัฐบาล จีน มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นทางวิทยาศาสตร์ พร้อมไปกับรองรับความต้องการของชาติและสาธารณะ ในงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ นิเวศวิทยา ชีววิทยาการเกษตร สุขภาพมนุษย์และกระบวนการขยายพันธุ์ ทางชีววิทยา IOZ ให้ความสำคัญด้านการรวมกันทางชีววิทยา วิวัฒนาการทางชีววิทยาและการเจริญพันธุ์ทางชีววิทยา นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญในเรื่องการรุกรานทางชีววิทยาและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีเพื่อการควบคุมโรคระบาดทางการ เกษตรอย่างยั่งยืน 

เกี่ยวกับสมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน (ZSL)
ก่อตั้งในปี 1826 สมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน (ZSL) เป็นองค์กรการกุศลด้านวิทยาศาสตร์ การอนุรักษ์ และการศึกษา บทบาทขององค์กรคือการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์และถิ่นอาศัยของพวกมัน ZSL ดูแลสวนสัตน์ลอนดอน ZSL และสวนสัตว์วิปสเนด ZSL ทำการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สถาบันสัตววิทยาและเข้าไปมีส่วนร่วมใน แวดวงอนุรักษ์ในประเทศต่างๆ 50 ประเทศทั่วโลก www.zsl.org

[1] สัตว์สายพันธุ์หลัก 12 สายพันธุ์ ได้้แก่่ แพนด้ายักษ์ เสืออามัวร์ นกช้อนหอยหงอน กวางเขี้ยวดาบ ปลาคาร์ปทะเลสาปชิงไห่่ ซาลามานเดอร์เอเชียกลาง กวางPère David อูฐสองหนอก ชะนีไห่หนาน จระเข้้จีน และโลมาแม่น้้ำแยงซี
China Ecological Report 2012
© China Ecological Report 2012 Enlarge