แอฟริกาใต้และเวียดนามลงนามข้อตกลงใหม่ จุดเปลี่ยนวิกฤตลักลอบล่าแรด
บันทึกความเข้าใจ (MoU) ฉบับนี้ มีการลงนามโดย ฯพณฯ เอ็ดนา โมลีวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำและสิ่งแวดล้อมแห่งแอฟริกาใต้ และ ฯพณฯ กาว ดึก ฟ๊าต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาการเกษตรและชนบท ประเทศเวียดนาม ในช่วงที่รัฐมนตรีโมลีวา เดินทางเยือนเวียดนาม ใจความหลักของความร่วมมือที่ร่างไว้ในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ มีทั้งเรื่อง การบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ การอนุรักษ์ การปกป้อง การบังคับใช้กฏหมาย และการปฏิบัติตามอนุสัญญา CITES รวมไปถึงกฏหมายและอนุสัญญาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และเพื่อความเท่าเทียมรวมทั้งเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ จึงมีผลบังคับใช้ในวันที่ลงนาม รวมทั้งมีการบันทึกช่วยจำโดยเจาะจง ว่าปัญหาการลักลอบค้าสัตว์ป่ายังคง เป็นปัญหาในระดับโลก ฯพณฯ โมลีวากล่าวถ้อยแถลงระหว่างพิธีลงนามว่า “แอฟริกาใต้ หวังที่จะได้รับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากเวียดนาม เพื่อช่วยกันหยุดยั้งการลักลอบค้านอแรดจากแอฟริกาที่มาขายในเวียดนาม”
ทางด้าน ฯพณฯ กาว ดึก ฟ๊าต รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาการเกษตรและชนบทของเวียดนาม ก็ยอมรับถึงความสำคัญในการ ร่วมมือระหว่างสองประเทศ โดยระบุว่า “ข้อกำหนดด้านการการต่อสู้กับอาชญากรรมสัตว์ป่า โดยเฉพาะต่อสายพันธุ์ที่หายาก ทรงคุณค่า และเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ ซึ่งรวมไปถึงแรดและสัตว์ในตระกูลเดียวกันนั้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลเวียดนามให้ความสนใจมา โดยตลอด” เขากล่าวเน้นย้ำ “กระทรวงการพัฒนาการเกษตรและชนบท ร่วมมือกับกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ยื่น เสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อออกข้อกำหนดเพื่อห้ามการนำเข้าสินค้าทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับแรดมาสู่เวียดนาม ในปี 2555”
แม้บันทึกความเข้าใจระหว่างแอฟริกาใต้กับเวียดนาม จะมีการกล่าวเพียงประเด็นกว้างๆ ในการแก้ไขปัญหาการลักลอบเคลื่อน ย้ายสัตว์ป่า แต่ก็มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน ว่าการลักลอบค้านอแรด จะเป็นประเด็นหลักของความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ
“WWF และ TRAFFIC ขอตอบรับข้อตกลงใหม่นี้ ซึ่งเปรียบได้กับจุดเปลี่ยนในความพยายามเพื่อปกป้องแรดแอฟริกา และหวัง อย่างยิ่งว่าจะได้เห็นการปฏิบัติจริงของทั้งสองประเทศในภายภาคหน้า เพื่อยุติวิกฤตลักลอบล่าแรดในขณะนี้” สจ๊วต แชฟแมน ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง WWF กล่าว“แอฟริกาใต้และเวียดนาม ต่างส่งสัญญาณต่อสาธารณะถึงความตั้งใจที่จะเอาจริงกับเครือข่ายอาชญากรรมที่อยู่เบื้องหลังการ ลักลอบล่าแรดอย่างได้ใจเหล่านี้” แชปแมน กล่าวต่อ ปัจจุบันมีแรดในแอฟริการใต้ถูกล่าปีละหลายร้อยตัว พวกมันถูกตัดนอ และลักลอบขนส่งมายังเวียดนาม เพื่อรองรับความต้อง การที่พุ่งสูง เพราะที่นี่ต้องการนอแรดมาทำ “ยาวิเศษ” ตามความเชื่อ แม้จะไม่มีหลักฐานทางการแพทย์มารองรับ
ว่ากันว่าเครือข่ายอาชญากรรมในเอเชีย อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุเหล่านี้เป็นส่วนใหญ่ โดยมีการจ่ายเงินให้คนส่งของลักลอบนำ นอแรดจากแอฟริกามายังเอเชีย และตกอยู่ในมือของชาวเวียดนามที่มีฐานะร่ำรวย ซึ่งในรายงานของ TRAFFIC ที่เพิ่งเผยแพร่ เมื่อเดือนสิงหาคมปีนี้ ชี้ให้เห็นว่าเวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับนอแรดผิดกฏหมายเหล่านี้
จำนวนแรดที่ถูกล่าในแอฟริการใต้ พุ่งสูงขึ้นจาก 13 ตัวในปี 2550 เป็นกว่า 600 ตัวในปี 2555 นอกจากนี้ ในปี 2555 เพียงปี เดียว มีรายงานผู้ที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบล่าแรดและการลักลอบขายนอแรดในแอฟริกาใต้ถูกจับกุมถึง 246 คน
ในปี 2553 TRAFFIC ประสานจัดการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่รักษากฏหมายของแอฟริกาใต้ และเพื่อนร่วมสายงานใน เวียดนาม เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ ในความพยายามครั้งสำคัญเพื่อแก้วิกฤตนอแรด การประชุมในครั้งนั้น และการเดินทางเยือนแอฟริกาใต้โดยคณะเจ้าหน้าที่เวียดนามในภายหลัง กลายเป็นรากฐานของการจัดทำข้อตกลงระหว่าง รัฐบาลของทั้งสองประเทศในวันนี้
“การลักลอบล่าแรด เป็นประเด็นร้อนด้านการอนุรักษ์ และการให้คำมั่นต่อสาธารณะของรัฐบาลทั้งสองประเทศ ผ่านพิธีลงนาม ในวันนี้ เราได้เห็นจุดเริ่มต้นที่สดใสในการปฏิบัติงานร่วมกัน และขณะนี้ก็จำเป็นจะต้องทำข้อตกลงให้เป็นการปฏิบัติอย่างเร่ง ด่วน เพื่อหยุดยั้งวิกฤตการณ์นี้” ดร.นาโอมิ โดค ผู้ประสานงานโครงการ TRAFFIC เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - ลุ่มน้ำโขงกล่าว“ตอนนี้ประชากรแรดของโลกกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย และวันนี้ก็สบโอกาสที่จะขีดเส้นชีวิตใหม่ไปให้พวกมันแล้ว” ดร.โดค กล่าวปิดท้าย
###
WWF และพันธมิตร TRAFFIC เครือข่ายสังเกตการณ์สัตว์ป่า ร่วมกันรณรงค์เพื่อให้มีการปกป้องสัตว์ที่เสี่ยงจะสูญพันธุ์ เช่น แรด เสือและช้าง ให้มากยิ่งขึ้น และเพื่อเป็นการรักษาสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์นี้ ประเทศต่างๆที่เป็นต้นทาง ทางผ่าน และปลาย ทาง จะต้องปรับปรุงเรื่องความร่วมมือ การบังคับใช้กฏหมาย การตรวจศุลกากร และระบบยุติธรรม WWF และ TRAFFIC ยัง เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ใช้ความพยายามเพื่อลดความต้องการบริโภค เพื่อจำกัดการใช้สินค้าที่ได้จากสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์


Comments
blog comments powered by Disqus