WWF เผยรายงาน การลักลอบค้าสัตว์ป่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ



Posted on 12 December 2012  | 
นิวยอร์ก 12 ธันวาคม 2555 – รายงานฉบับใหม่ที่จัดทำโดย WWF เผยให้เห็นว่าองค์กรอาชญากรรม มองว่าการลักลอบล่าสัตว์ป่า สามารถสร้างกำไรได้สูงและมีความเสี่ยงต่ำ แต่ละปีพบว่าการลักลอบค้าสัตว์ป่ามีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (570,000 ล้านบาท) ส่งผลให้กลายเป็นการลักลอบค้าสิ่งผิดกฏหมายที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากยาเสพติด สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ และการค้ามนุษย์

การลักลอบค้าสัตว์ป่า นอกจากจะเป็นเหตุผลที่ทำให้สัตว์ป่าในกลุ่มเสี่ยงหลายชนิดใกล้จะสูญพันธุ์แล้ว ยังทำให้เครือ ข่ายอาชญากรรมเข้มแข็งขึ้น บั่นทอนความมั่นคงของชาติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาวะโลก นี่คือสิ่งที่ระบุไว้ในรายงาน Fighting illicit wildlife trafficking: A consultation with governments ที่จะมีการเผยแพร่ในวันนี้ ในการบรรยายสรุปต่อคณะทูตประจำ สหประชาชาติ ในนครนิวยอร์ก

"อาชญากรรมต่อสัตว์ป่า เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีเครือข่ายอาชญากรรมระดับโลกเป็นแรงขับ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีการรับมืออย่างจริงจังในระดับโลก” จิม ลีปผู้อำนวยการใหญ่ WWF สากล กล่าว “และผู้ที่ต้องสูญเสียมากที่สุดจากการลักลอบค้านี้ คือชุมชน และส่วนใหญ่เป็นชุมชนที่ยากจนที่สุดในโลก ขณะที่เครือข่ายอาชญากรรม และเจ้าหน้าที่ที่ฉ้อฉลกลับได้กำไร เจ้าหน้าที่ป่าไม้แนวหน้าต้องสูญเสียชีวิต และครอบครัวที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ ก็ต้องสูญเสียแหล่งทำมาหากินของพวกเขา” ลีป กล่าวเสริมในรายงานยังระบุว่า สินค้าจากสัตว์ป่าผิดกฏหมายที่ขายกันอยู่ส่วนใหญ่ ดำเนินการโดยเครือข่ายอาชญากรรมที่ซับซ้อน และกว้างขวางในระดับนานาชาติ ผลกำไรจากการลักลอบค้าสัตว์ป่า ใช้ไปเพื่อการซื้ออาวุธ ใช้เป็นเงินสนับสนุนความขัดแย้ง และเป็นเงินสนับสนุนกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย

จากการสัมภาษณ์รัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศโดยกลุ่มที่ปรึกษาระดับโลกอย่างดัลเบิร์ก ที่ทำการสัมภาษณ์ให้ WWF พบว่าขณะนี้องค์กรอาชญากรรมและกลุ่มกบฏ เข้ามาพัวพันกับอาชญากรรมสัตว์ป่ามากขึ้นเรื่อยๆ

ผู้ตอบคำถามในรายงาน เห็นตรงกันว่าการขาดการบังคับใช้กฏหมายที่น่าเชื่อถือ การดำเนินคดี บทลงโทษ รวมไปถึงการไร้ซึ่ง อุปสรรคอื่นๆในการค้าสัตว์ป่า ทำให้กลุ่มอาชญากรรมเห็นว่าเป็นการทำความผิดที่มีความเสี่ยงน้อย นอกจากนี้ผู้ตอบคำถามใน รายงาน ยังระบุด้วยว่า ความต้องการของผู้บริโภคก็เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากสามารถเข้าถึงสินค้าจากสัตว์ป่าผิดกฏหมายผ่าน อินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น

“ความต้องการสินค้าสัตว์ป่าผิดกฏหมายเพิ่มมากขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศผู้บริโภค และเนื่องจากสามารถ “ทำเงินได้ง่ายๆ” และกำไรงามที่ได้จากการลักลอบค้า ดังนั้นองค์กรอาชญากรรมต่างๆ จึงคว้าโอกาสนี้เพื่อทำกำไร” สตีเฟ่น บรอด ผู้อำนวยการใหญ่ของ TRAFFIC ซึ่งเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังการค้าสัตว์ป่า กล่าวผู้ให้สัมภาษณ์ในรายงาน เน้นย้ำว่า รัฐบาลประเทศต่างๆส่วนใหญ่ มักจะมองว่าการลักลอบค้าสัตว์ป่า เป็นเฉพาะปัญหา สิ่งแวดล้อม และไม่เคยจัดว่าเป็นประเด็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ หรือ ปัญหาของกระบวนการยุติธรรม

“รัฐบาลประเทศต่างๆ จำเป็นจะต้องจัดการกับปัญหาอาชญากรรมต่อสัตว์ป่าอย่างเร่งด่วน” ลีปกล่าว “เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เป็น เพียงการปกป้องธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นความมั่นคงของประเทศด้วย ตอนนี้ถึงเวลาที่จะหยุดยั้งภัยคุกคามร้ายแรงต่อ การบังคับใช้กฏหมายนี้แล้ว”

เจ้าหน้าที่รัฐระบุว่าการต่อสู้กับการลักลอบค้าสัตว์ป่านั้น จำเป็นต้องใช้วิธีการที่เป็นระบบ ซึ่งรวมไปถึงการเพิ่มทรัพยากรต่างๆ ในการแก้ไขปัญหา ความร่วมมือระหว่างกระทรวง และการใช้เทคนิคการสืบสวนสอบสวนที่ทันสมัยโดยใช้ข่าวกรองเป็นตัวนำ เพื่อระบุตัวและดำเนินคดีกับอาชญากรสัตว์ป่า

ประการสุดท้าย รายงานระบุว่า รัฐบาลประเทศต่างๆและองค์การพัฒนาเอกชนต่างมีบทบาทสำคัญในการเปิดเผยต่อสาธารณะ ว่าประเทศต่างๆ มีความรับผิดชอบต่อคำมั่นที่ให้ไว้ต่อนานาชาติเช่นไร ซึ่งใน ระบบข้อมูลการค้าช้าง ที่ TRAFFIC เป็นผู้จัดทำ และ Wildlife Crime Scorecard ของ WWF เมื่อเร็วๆนี้ ถือเป็นตัวอย่างในการริเริ่มจัดทำรายงานที่แสดง ให้เห็นว่าประเทศใดบ้างที่ล้มเหลวในการปฏิบัติตามคำมั่นที่ได้ให้ไว้

WWF's report is based on interviews with government officials and representatives of intergovernmental agencies.
© WWF Enlarge
งาช้างอัฟริกันที่ลักลอบนำเข้าสู่ประเทศไทย
© WWF-Canon / James Morgan Enlarge
Special ops rangers combat tiger poachers in Thailand
© WWF-Canon / James Morgan Enlarge