แคเมอรูน ส่งกำลังทหารป้องกันพรมแดนจากผู้ลักลอบล่าสัตว์ป่าซูดาน



Posted on 16 November 2012  | 

ยาอุนเด, แคเมอรูน 16 พฤศจิกายน 2555 – แคเมอรูนประกาศส่งกองกำลังพิเศษเพื่อป้องกันกลุ่มลักลอบล่าสัตว์ป่าจากซูดานเข้ามาในพรมแดนเพื่อล่าช้างเอางา ในปฏิบัติการที่เรียกว่า “ปฏิบัติการปฐมบท” WWF ขอแสดงความชื่นชมที่รัฐบาลแคเมอรูน ในการใช้มาตรการที่เข้มแข็งในการรับมือกับปัญหาลักลอบล่าและค้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฏหมาย ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมต่อสัตว์ป่า ผลตอบแทนงดงามที่กำลังบั่นทอนอธิปไตย ความมั่นคงและโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคแอฟริกากลาง

WWF รายงานว่า กลุ่มลักลอบล่าสัตว์นี้เป็นกลุ่มเดียวกันกับกลุ่มเมื่อต้นปี 2555 ที่เคยขี่ม้าเดินทางไกลกว่า 1,000 กิโลเมตรจากซูดานเหนือข้ามประเทศสาธารณรัฐแอฟริกากลางและชาดเข้าไปฆ่าช้างมากกว่า 300 ตัวในอุทยานแห่งชาติบูบานีดจิดาทางตอนเหนือของแคเมอรูน ข้อมูลดังกล่าวยังระบุว่า นักล่าสัตว์กลุ่มนี้ตัดสินใจจะกลับมาเร็วกว่าปกติในปีนี้ เพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่หาอาหารที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในช่วงฤดูฝน และเพื่อให้เจ้าหน้าที่อุทยานคิดไม่ถึงว่าจะมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยจู่โจมเคลื่อนที่เร็ว (BIR) ซึ่งเป็นกองกำลังพิเศษของแคเมอรูน บอกกับ WWF ว่ากองบัญชาการสูงสุดได้ให้ความสำคัญกับ “การอนุรักษ์และประคับประคองความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งรวมถึงการต่อต้านการล่าสัตว์ป่าข้ามพรมแดน” มาเป็นอันดับแรก

“เราปฏิญาณที่จะป้องกันไม่ให้การสังหารหมู่ช้างป่า ดังที่เกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2555 เกิดขึ้นซ้ำอีก” เจ้าหน้าที่หน่วย BIR กล่าว “เราเตรียมพร้อมในพื้นที่ปฏิบัติการ เราทราบว่ากลุ่มลักลอบล่าสัตว์กำลังมาและเราได้ระดมกำลังเสริมไว้เรียบร้อยแล้ว”

“เป็นเรื่องน่าเสียใจที่ต้องสั่งการให้กองทัพมาแก้ไขสถานการณ์นี้แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรากำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มบุคคลที่ติดอาวุธครบมือและผ่านการฝึกฝนอย่างดี และยังเป็นกลุ่มบุคคลที่ไม่ลังเลในการสร้างความหวาดกลัวแก่คนท้องถิ่น เพื่อให้ได้ในสิ่งที่มุ่งหวัง”

“สิ่งหนึ่งที่ต้องจดจำคือ นี่เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญอันดับต้นๆ ที่ BIR จะต้องรับมือ ซึ่งขนาดของปฏิบัติการทางทหารและการเคลื่อนกำลังเพื่อภารกิจเช่นนี้นับเป็นครั้งแรกที่เคยเกิดขึ้น” ผู้แทน BIR กล่าว

ความต้องการงาช้างที่เพิ่มสูงประกอบกับพรมแดนที่ข้ามผ่านได้ง่ายและความอ่อนแอของประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฏหมายล้วนเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อการดำรงอยู่ของช้างในภูมิภาคนี้ ซึ่งแม้จะไม่สามารถระบุตัวเลขได้ชัดเจนนักแต่มีการประเมินว่าประชากรช้างในภูมิภาคแอฟริกากลางลดลงจากช่วงปี 2538 – 2550 ถึงครึ่งหนึ่งขณะที่จำนวนช้างที่ถูกฆ่ายังคงเพิ่มสูงขึ้น

“การฆ่าช้างในบูบานีดจิดาเมื่อต้นปีนี้ทำให้มองเห็นวิกฤตได้ชัดเจนขึ้นแต่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมานักล่าสัตว์กวาดล้างสังหารช้างทั่วบริเวณกว้างในสาธารณรัฐแอฟริกากลางแทบจะหมดแล้ว” บาส ฮุจเบรกส์ (Bas Huijbregts) หัวหน้านโยบายการลักลอบค้าสัตว์ป่า WWF แอฟริกากลางกล่าว

“ประชากรช้างในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐแอฟริกากลางที่เคยมีอยู่ประมาณ 35,000 ตัวในช่วงปี 1970 ถูกฆ่าล้างสายพันธุ์จนเหลือช้างเพียงแค่ 50 ตัวเท่านั้นและในชาติเพื่อนบ้านอย่างชาด ประชากรช้างในอุทยานซากูมา ลดจำนวนลงถึงร้อยละ 90 เมื่อเทียบกับระดับที่เคยมีบันทึกไว้เมื่อปี 2549 คือมีช้างธรรมชาติเหลืออยู่เพียง 450 ตัวในปี 2554” ฮุจเบรกส์อธิบาย

“ดังนั้นที่นี่จึงเป็นที่หากินแหล่งสุดท้ายจริงๆของช้างในแอฟริกากลางและปฏิบัติการของกองกำลังพิเศษแคเมอรูนจึงกลายเป็นหนทางในการแก้ปัญหาที่จำเป็นมากสำหรับวิกฤตการณ์นี้

กฏหมายระหว่างประเทศห้ามการค้าขายงาช้างข้ามประเทศมีบังคับใช้ แต่ระดับรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นและความต้องการงาช้างที่เพิ่มสูงขึ้นในเอเชียโดยเฉพาะจีนและไทยดันให้ราคางาช้างพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์และยิ่งทำให้มีการลักลอบซื้อขายต่อไป

“การลักลอบล่าสัตว์เป็นอันตรายในหลายๆ แง่ นอกจากจะเป็นอันตรายต่อสัตว์ป่าแล้วมันยังทำให้ระบบนิเวศที่เปราะบางอยู่แล้วเสื่อมโทรมลง บ่อนทำลายความเคารพกฏหมาย และบั่นทอนความมั่นคงของประเทศ นอกจากนี้ยังคุกคามการดำรงชีวิตและโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่น ประเทศใดก็ตามที่ปิดตาไม่ยอมรับรู้เกี่ยวกับการลักลอบล่าสัตว์ ก็เหมือนกับเป็นการเชื้อเชิญองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติให้เข้ามาก่อเหตุได้อย่างอิสระ พร้อมทั้งนำเอาปัญหาอื่นๆที่เกี่ยวข้องเข้ามาในประเทศ และทำให้ประเทศนั้นๆต้องแปดเปื้อนในสายตาของนานาชาติ” เกร็ก ธอร์น อุปทูตประจำสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศแคเมอรูนกล่าว

“สหรัฐฯขอชื่นชมการประกาศความพยายามของแคเมอรูน ในการต่อสู้และกำจัดการลักลอบล่าสัตว์ เมื่อใดก็ตามที่ความพยายามเหล่านี้เริ่มต้นขึ้น ก็จะมีผลลัพธ์ในทางดีตามมามากมาย ซึ่งรวมไปถึงการอนุรักษ์มรดกทางธรรมชาติ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการบังคับใช้กฏหมาย และความมั่นคงตามแนวชายแดน รวมไปถึงการลดจำนวนอาชญากรรม” เขากล่าว
ชาดและสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ต่างให้ความร่วมมือกับแคเมอรูนในการต่อสู้กับการลักลอบล่าสัตว์ และขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาขั้นสุดท้ายเพื่อมีมาตรการเร่งด่วนร่วมกัน 3 ประเทศ

WWF รณรงค์เพื่อเรียกร้องให้เพิ่มการปกป้องสายพันธุ์เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เช่น แรด เสือ และช้าง ซึ่งการจะอนุรักษ์สัตว์ใกล้สูญพันธุ์เหล่านี้ ประเทศที่เป็นแหล่งที่มา ทางผ่าน และปลายทางของการค้าสัตว์ จะต้องปรับปรุงการบังคับใช้กฏหมาย การควบคุมด้านศุลกากร และระบบยุติธรรม WWF ยังขอเรียกร้องให้รัฐบาลในประเทศที่มีการบริโภคสัตว์ป่า ใช้มาตรการเพื่อลดความต้องการซื้อ เพื่อจำกัดการใช้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

Confiscated ivory and muzzleloaders on display in front of the Luangwa Wildlife Office Near South Luangwa National Park, Zambia
© Meg Gawler / WWF-Canon Enlarge
ช้างที่ถูกฆ่าเอางาในประเทศซูดาน
© Bouba N’Djida Safari Lodge Enlarge
Forest elephants (Loxodonta cyclotis) drinking water in the Dzanga Bai forest clearing.
© WWF / Carlos Drews Enlarge
Hundreds of elephants were killed by foreign poachers in northern Cameroon over a few short months in early 2012.
© WWF-Canon / Green Renaissance Enlarge