WWF ลงนาม เอ็มโอยูร่วมกับ ธกส. และ 3 องค์กรพัฒนาเกษตรยั่งยืน | WWF

WWF ลงนาม เอ็มโอยูร่วมกับ ธกส. และ 3 องค์กรพัฒนาเกษตรยั่งยืน

Posted on
14 February 2018

ช่วงเดือน ก.พ. – เม.ย. ของทุกปีเป็นช่วงเวลาเฝ้าระวังวิกฤตหมอกควันจากการเผาวัสดุเศษเหลือจากการเกษตรเชิงเดี่ยวและไฟป่า  โดยเฉพาะในพื้นที่สูงลาดชันป่าต้นน้ำที่มีการปลูกข้าวโพดมักเป็นหนึ่งในสาเหตุหมอกควันปกคลุมในพื้นที่ราบ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีการทำเกษตรเชิงเดี่ยวในพื้นที่สูง และการเผาได้ส่งผลต่อสถานการณ์มลพิษทางอากาศในเมือง สร้างปัญหาความเสี่ยงด้านสุขภาพ และยังได้ส่งกระทบต่อการท่องเที่ยวซึ่งเป็นภาคส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัด

ความเดือนร้อนจาก “วิกฤตหมอกควัน” ถูกแปรเปลี่ยนให้เป็น “โอกาส” ในการสร้างความร่วมมือระหว่างเกษตรกรบนพื้นที่สูง ภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อแก้ปัญหาหมอกควันให้หมดไป รวมถึงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรบนพื้นที่สูงผ่านการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ใช้สารเคมี บนพื้นที่ไม่เหมาะสม มาทำเกษตรอินทรีย์ และปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ตามศาสตร์พระราชา และหยุดวงจรหนี้สินผ่านการพักชำระหนี้ ธ.ก.ส. 7 ปี หนี้สินเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกษตรกรไม่สามารถออกจากวงจรปัญหา ซึ่งการพักหนี้เพื่อเปิดโอกาสให้เปลี่ยนจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาทำเกษตรยั่งยืนจะทำให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ สร้างอาหารเลี้ยงปากท้องสำหรับคนในครอบครัว เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง มีความมั่นคงทางอาหาร ป่าต้นน้ำฟื้นตัว และระบบนิเวศกลับมาอุดมสมบูรณ์ในอีกไม่ช้า

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 ได้มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาร่วมกันของแต่ละภาคส่วน  โดย WWF (ประเทศไทย)  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) บริษัท เชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด มูลนิธินวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ไทย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ได้ลงนามใน “บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการขับเคลื่อนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืนเชิงพื้นที่เพื่อสร้างพื้นที่ความมั่นคงทางอาหารและปกป้องพื้นที่ป่าต้นน้ำ” เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนแก้ปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่สูง ฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ รวมถึงพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอาหารที่ยั่งยืนและระบบการตรวจสอบย้อนกลับ โดยจะดำเนินกิจกรรมนำร่องในพื้นที่ปฏิบัติการสองหมู่บ้าน คือบ้านสองธาร หมู่ที่ 1 ต.บ้านทับ และ ต.ปางหินฝน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ และจะขยายไปสู่ 9 หมู่บ้าน ในอำเภอแม่แจ่ม โครงการ ฯ นี้จะดำเนินระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ.2561-2565) มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงไปสู่ความยั่งยืน และขยายผลในระดับประเทศต่อไป

แผนปฏิบัติการตามกรอบความร่วมมือครั้งนี้ เป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ขององค์การสหประชาชาติ ที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 12 ในการสร้างหลักประกันให้มีรูปแบบการบริโภคและผลิตที่ยั่งยืน (ensure sustainable consumption and production patterns)